ชีวิตคือความทุกข์ยาก การวางแผนใด ๆ ก็ตามไม่มีประโยชน์เลยเพราะชีวิตเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราต้องเผชิญกับการประหัดประหารกันเหมือนในละคร ...เราทั้งหลายจำต้องทนความยากลำบากมากจึงจะได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า-กจ 14:22
เมือได้มารู้จักพระเจ้า ประสบการณ์ของความรุนแรงแต่ละครั้งทำให้เราเชื่อมั่นยิ่งขึ้นว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าทรงโอบอุ้มเราไว้ เรายังได้รับความเห็นใจและความห่วงใยจากพี่น้องในพระคริสต์ เรารู้ว่าหลายคนที่ติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริงนั้นจะรักพระองค์และรักเพื่อนบ้านของพวกเขาด้วย
ความยากลำบากที่เราที่ต้องเผชิญ อธิบายได้ง่าย ๆ ว่า วิถีทางนั้นทำให้เราต้องอยู่ในที่แคบ ผ่านการทุกข์ที่กดดันอยู่รอบตัวเรา วิธีที่จะหลีกเลี่ยงความหวาดกลัวในที่แคบเหล่านั้นคือการฟังเสียงของพระเจ้าด้วยการอ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงทำให้เราสงบและประทานฤทธิ์เดชให้แก่เรา
การผจญกับความโหดร้ายสอนเราว่าชีวิตทุกชีวิตอาจจะเป็นประสบการณ์แห่งชีวิตได้ เกิดขึ้นจากความตายและความมืด เรามีชีวิตอยู่อย่างมีสันติสุขในใจและทะนุถนอมความรุ้สึกนั้นไว้ตลอดชีวิต ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่ามันจะเลวร้ายสักเพียงใดก็ตามสามารถจะได้รับการปกปักรักษา เปลี่ยนแปลงให้เป็นสิ่งดีได้โดยพระเจ้าแห่งความรัก
ชัยชนะของนักบุญเปาโลในจดหมายที่เขียนถึงชาวโรมกล่าวว่า “สิ่งใด ๆ อื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้นจะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้าซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้”-รม 8;39
บางครั้งปัญหาและความวิตกกังวลต่างๆ เคลื่อนเข้ามาจากทุกทิศทุกทางเหมือนกับเมฆ มันทับถมมากจนจะมองเห็นพระเจ้าในปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร พระเจ้าทรงห่วงใยจริงหรือไม่ พระองค์อยู่ที่ไหนในยามที่ต้องการพระองค์บางครั้งอาจจะมีอุปสรรคมาขวางกั้นความรักของพระเจ้าเหมือนก้อนเมฆที่บดบังจนมองไม่เห็นดาวตก แต่ความรักนั้นอยู่กับเราเสมอไม่เคยล้มเหลว ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีวันสิ้นสุด เราไม่เคยถูกตัดขาดจากความรักนั้น ขอบพระคุณพระเจ้าเพราะเรารู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ -รม 8;28
พระเจ้าไม่เคยให้เราผิดหวังแม้ในยามที่ตกอยู่ในความมืด หรือยามที่รู้สึกว่าถูกแยกออกจากความรักของพระองค์ทรงช่วยให้เราตระหนักถึงการสถิตให้รู้ว่าพระองค์ทรงนำและค้ำจุนอยู่
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ส่วนดีของการสงสัย
อิสยาห์ 26:3
ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์บ้านใหม่ของเราตั้งอยู่ในทิศที่เพื่อนวิศวกรบอกว่ามีสนามแม่เหล็กไฟฟ้ามากหลังจากที่ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ประมาณหนึ่งปี ไขควงของผมเริ่มมีพลังแม่เหล็กตามสนามแม่เหล็กของโลก มันเริ่มดูดเศษเหล็กเข้าหาตัว ถ้าผมต้องการทำให้ไขควงมีพลังแม่เหล็กเพิ่มขึ้นผมอาจจะเอาแม่เหล็กจริงถูกมันหรือวางมันไว้ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
ไขควงของผมมีพลังแม่เหล็กเล็กน้อย เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้วก็ทำให้ผมสงสัยว่า ผมเป็นคริสตังเพียงเล็กน้อยหรือไม่ เพราะว่าผมแสดงออกกับผู้ที่เชื่อคนอื่น ๆ แสดงว่าเป็นคริสตัง แต่ไม่ใช่ด้วยจิตวิญญาณที่แท้จริง มีอะไรในชีวิตของผมที่จะสามารถแสดงให้ผู้ที่ไม่เชื่อประทับใจได้บ้าง ผมมีคุณลักษณะความเชื่อมั่นใจและความเข้มแข็งใด ๆ ที่จะรับมือกับคำถามและวิกฤตกาลในชีวิตได้
แล้วผมก็สังเกตเห็นว่า ผู้คนที่ผมชื่นชมนั้นเป็นคริสตังด้วยจิตวิญญาณ ความเชื่อของพวกเขาเหล่านั้นเข้มแข็งเพราะว่าเขาติดสนิทอยู่กับแหล่งแห่งฤทธิ์อำนาจคือพระจิตเจ้า การอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำทุกวันคือแก่นของการเรียนรู้และการเจริญเติบโตในความเชื่อ พวกเขาใช้เวลาในการอธิษฐาภาวนา แก้บาป รับศีล การกระทำเช่นนี้ทุกวันจนเป็นนิสัยเป็นการเตรียมพวกเขาให้มีชีวิตที่บังเกิดผล ซึ่งเป็นการช่วยให้เป็นที่ที่น่าสนใจและมีชีวิตชีวา
บนหนทางแห่งความเชื่อของเรา เราสามารถลืมได้ง่าย ๆในการที่จะตั้งคำถามหรือมีข้อสงสัยในประโยคต่าง ๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเมื่อเราแบ่งปันพระวจนะกับคนอื่น ๆ ก็คือ เราต้องระลึกถึงข้อสงสัยของเราและแสดงความคิดที่เปิดกว้าง การยอมรับ และทัศนคติของการอธิษฐาน เพราะนี่จะทำให้ผู้อื่นได้ตรวจสอบข้อสงสัยและคำถามของพวกเขาด้วย เมื่อเราทำเช่นนี้ชีวิตของเราก็จะเป็นหน้าต่างที่เปิดให้ผู้อื่นได้มองเห็นความจริงขององค์พระคริสต์
พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างแก่เราในการที่จะดำรงชีวิตโดยปราศจากความกลัวและมีเกียรติพระองค์ทรงวางพระทัยในพระเจ้าตลอดระยะเวลาที่เสด็จไปสู่กางเขน ในเบื้องต้นการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ดูเหมือนว่าจะเป็นความล้มเหลว แต่แล้วความเศร้าสลดนี้กลับกลายเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ และในเวลาสองพันปีต่อมา องค์พระเยซูคริสต์ก็ได้เปลี่ยนชีวิต
โคโลสี 3:15-17
น เปาโลสั่งสอนผู้ที่เชื่อในพระเยซูทุกคนว่า “จงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน” และท่านได้ย้ำให้เราขอบพระคุณพระเจ้าถึง 3 ครั้ง คือ “จงมีใจกตัญญู” (ข้อ 15) “สรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า” (ข้อ 16) “จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้าโดยพระองค์นั้น” (ข้อ 17)
“แทบจะไม่มีสิ่งใดที่ยกย่องและถวายพระเกียรติพระเจ้ามากกว่าจิตวิญญาณที่กตัญญู ซึ่งขับไล่ความหม่นหมองและนำมาซึ่งสันติสุขและความหวังจากพระเจ้า ความกตัญญูทำให้พระกรุณาเพิ่มมากขึ้น เป็นการดีที่เราจะขอบพระคุณพระเจ้าคุณทำสิ่งใดมากกว่ากันระหว่างการอธิษฐานทูลขอเรื่องต่างๆ กับการสรรเสริญขอบคุณพระเจ้า?
อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร
ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์บ้านใหม่ของเราตั้งอยู่ในทิศที่เพื่อนวิศวกรบอกว่ามีสนามแม่เหล็กไฟฟ้ามากหลังจากที่ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ประมาณหนึ่งปี ไขควงของผมเริ่มมีพลังแม่เหล็กตามสนามแม่เหล็กของโลก มันเริ่มดูดเศษเหล็กเข้าหาตัว ถ้าผมต้องการทำให้ไขควงมีพลังแม่เหล็กเพิ่มขึ้นผมอาจจะเอาแม่เหล็กจริงถูกมันหรือวางมันไว้ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
ไขควงของผมมีพลังแม่เหล็กเล็กน้อย เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้วก็ทำให้ผมสงสัยว่า ผมเป็นคริสตังเพียงเล็กน้อยหรือไม่ เพราะว่าผมแสดงออกกับผู้ที่เชื่อคนอื่น ๆ แสดงว่าเป็นคริสตัง แต่ไม่ใช่ด้วยจิตวิญญาณที่แท้จริง มีอะไรในชีวิตของผมที่จะสามารถแสดงให้ผู้ที่ไม่เชื่อประทับใจได้บ้าง ผมมีคุณลักษณะความเชื่อมั่นใจและความเข้มแข็งใด ๆ ที่จะรับมือกับคำถามและวิกฤตกาลในชีวิตได้
แล้วผมก็สังเกตเห็นว่า ผู้คนที่ผมชื่นชมนั้นเป็นคริสตังด้วยจิตวิญญาณ ความเชื่อของพวกเขาเหล่านั้นเข้มแข็งเพราะว่าเขาติดสนิทอยู่กับแหล่งแห่งฤทธิ์อำนาจคือพระจิตเจ้า การอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำทุกวันคือแก่นของการเรียนรู้และการเจริญเติบโตในความเชื่อ พวกเขาใช้เวลาในการอธิษฐาภาวนา แก้บาป รับศีล การกระทำเช่นนี้ทุกวันจนเป็นนิสัยเป็นการเตรียมพวกเขาให้มีชีวิตที่บังเกิดผล ซึ่งเป็นการช่วยให้เป็นที่ที่น่าสนใจและมีชีวิตชีวา
บนหนทางแห่งความเชื่อของเรา เราสามารถลืมได้ง่าย ๆในการที่จะตั้งคำถามหรือมีข้อสงสัยในประโยคต่าง ๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเมื่อเราแบ่งปันพระวจนะกับคนอื่น ๆ ก็คือ เราต้องระลึกถึงข้อสงสัยของเราและแสดงความคิดที่เปิดกว้าง การยอมรับ และทัศนคติของการอธิษฐาน เพราะนี่จะทำให้ผู้อื่นได้ตรวจสอบข้อสงสัยและคำถามของพวกเขาด้วย เมื่อเราทำเช่นนี้ชีวิตของเราก็จะเป็นหน้าต่างที่เปิดให้ผู้อื่นได้มองเห็นความจริงขององค์พระคริสต์
พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างแก่เราในการที่จะดำรงชีวิตโดยปราศจากความกลัวและมีเกียรติพระองค์ทรงวางพระทัยในพระเจ้าตลอดระยะเวลาที่เสด็จไปสู่กางเขน ในเบื้องต้นการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ดูเหมือนว่าจะเป็นความล้มเหลว แต่แล้วความเศร้าสลดนี้กลับกลายเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ และในเวลาสองพันปีต่อมา องค์พระเยซูคริสต์ก็ได้เปลี่ยนชีวิต
โคโลสี 3:15-17
น เปาโลสั่งสอนผู้ที่เชื่อในพระเยซูทุกคนว่า “จงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน” และท่านได้ย้ำให้เราขอบพระคุณพระเจ้าถึง 3 ครั้ง คือ “จงมีใจกตัญญู” (ข้อ 15) “สรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า” (ข้อ 16) “จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้าโดยพระองค์นั้น” (ข้อ 17)
“แทบจะไม่มีสิ่งใดที่ยกย่องและถวายพระเกียรติพระเจ้ามากกว่าจิตวิญญาณที่กตัญญู ซึ่งขับไล่ความหม่นหมองและนำมาซึ่งสันติสุขและความหวังจากพระเจ้า ความกตัญญูทำให้พระกรุณาเพิ่มมากขึ้น เป็นการดีที่เราจะขอบพระคุณพระเจ้าคุณทำสิ่งใดมากกว่ากันระหว่างการอธิษฐานทูลขอเรื่องต่างๆ กับการสรรเสริญขอบคุณพระเจ้า?
อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร
นักบุญทั้งหลายยอมรับความทุกข์ทรมานทุกอย่างด้วยความชื่นชมยินดี
นักบุญทั้งหลายยอมรับความทุกข์ทรมานทุกอย่างด้วยความชื่นชมยินดี, อดทนเพราะรัก ขณะที่พวกเราชาวโลกรับความทุกข์ทรมานด้วยความโกรธและหัวเสีย หรือเหนื่อยล้า เพราะเราขาดความรัก หากเรารักพระ เราก็ควรรักกางเขนและปรารถนาที่จะแบกกางเขนด้วยความยินดี เพื่อเห็นแก่พระองค์ผู้ทรงรับความทุกข์ทรมานเพื่อเรามาแล้ว... เราจะบ่นแสดงความไม่พอใจไปเพื่ออะไร?
คนที่ไม่มีความเชื่อที่ไม่รู้จักพระและไม่รู้จักความรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์ช่างเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องแบกกางเขนเหมือนกับเราแต่พวกเขาไม่ได้รับสิ่งปลอบใจเช่นเดียวกับเรา
เราคิดว่าความทุกข์ทรมานเป็นสิ่งที่ยากลำบากหรือ?
ไม่ใช่สิ่งยากเลย กางเขนคือสิ่งปลอบใจเรา เป็นความหวานและความสุข ขอเพียงแต่เราต้องมีความรักขณะที่เราแบกกางเขนอยู่เท่านั้น
เมื่อเราทูลขอให้พระเจ้าเอาปัญหาของเราไปนั้น กลับได้รับการเตือนใจที่จะทำให้สำนึกรู้สึกในความรับผิดชอบของตนเอง ทุกครั้งที่เราบริหารร่างกายวิญญาณจิตก็ได้รับการเชิดชูขึ้นด้วยจากประสบการณ์เช่นนี้นั่นเองทำให้ได้รับประสบการณ์ว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานภาวนาของเราอย่างง่าย ๆ เสมอ แทนที่พระองค์จะทรงมาปรากฏต่อหน้าเราพระเจ้าทรงผลักดันให้เราเป็นผู้ลงมือทำ
ในขณะที่อธิษฐานภาวนาร่วมกับผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเหมาะสมเหลือเกินที่จะแนะนำให้เขาได้เดินทางไปหาพระเจ้าและไม่ต้องรู้สึกกลัว บางครั้งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตเรา เมื่อได้ลงมือปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ นั้น
พระเจ้าก็ทรงใช้เวลาเยียวยารักษาเราได้เมื่อเรามีชีวิตที่ผ่านประสบการณ์ของความยากลำบากมาแล้ว พระองค์จะสอนให้มีความรู้เห็นอกเห็นใจก็จะยิ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้นดังนั้นให้หมั่นดำเนินชีวิตกับพระองค์ในคำภาวนาทุกวันในการถอนสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ออกจากวิญญาณและประดับวิญญาณด้วยคุณธรรม
จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไรที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้าและเราก็ได้เป็นเช่นนั้น เหตุที่โลกไม่รู้จักเราทั้งหลายก็เพราะเขาไม่รู้จักพระองค์ (1 ยน 3 : 1)
คนที่ไม่มีความเชื่อที่ไม่รู้จักพระและไม่รู้จักความรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์ช่างเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องแบกกางเขนเหมือนกับเราแต่พวกเขาไม่ได้รับสิ่งปลอบใจเช่นเดียวกับเรา
เราคิดว่าความทุกข์ทรมานเป็นสิ่งที่ยากลำบากหรือ?
ไม่ใช่สิ่งยากเลย กางเขนคือสิ่งปลอบใจเรา เป็นความหวานและความสุข ขอเพียงแต่เราต้องมีความรักขณะที่เราแบกกางเขนอยู่เท่านั้น
เมื่อเราทูลขอให้พระเจ้าเอาปัญหาของเราไปนั้น กลับได้รับการเตือนใจที่จะทำให้สำนึกรู้สึกในความรับผิดชอบของตนเอง ทุกครั้งที่เราบริหารร่างกายวิญญาณจิตก็ได้รับการเชิดชูขึ้นด้วยจากประสบการณ์เช่นนี้นั่นเองทำให้ได้รับประสบการณ์ว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานภาวนาของเราอย่างง่าย ๆ เสมอ แทนที่พระองค์จะทรงมาปรากฏต่อหน้าเราพระเจ้าทรงผลักดันให้เราเป็นผู้ลงมือทำ
ในขณะที่อธิษฐานภาวนาร่วมกับผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเหมาะสมเหลือเกินที่จะแนะนำให้เขาได้เดินทางไปหาพระเจ้าและไม่ต้องรู้สึกกลัว บางครั้งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตเรา เมื่อได้ลงมือปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ นั้น
พระเจ้าก็ทรงใช้เวลาเยียวยารักษาเราได้เมื่อเรามีชีวิตที่ผ่านประสบการณ์ของความยากลำบากมาแล้ว พระองค์จะสอนให้มีความรู้เห็นอกเห็นใจก็จะยิ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้นดังนั้นให้หมั่นดำเนินชีวิตกับพระองค์ในคำภาวนาทุกวันในการถอนสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ออกจากวิญญาณและประดับวิญญาณด้วยคุณธรรม
จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไรที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้าและเราก็ได้เป็นเช่นนั้น เหตุที่โลกไม่รู้จักเราทั้งหลายก็เพราะเขาไม่รู้จักพระองค์ (1 ยน 3 : 1)
เพราะ “รักเรา ผู้เป็นมนุษย์”
By Paulvs
...ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสียและโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ ฟป 3:13 –14
ผมชอบไปวิ่งที่ริมทะเลสาบใกล้บ้าน มีเส้นทางยาวทางหนึ่งที่ทำให้ผมวิ่งไปใกล้ขอบน้ำได้ เมื่อลมเย็นพัดผ่านทะเลสาบ เส้นทางนี้ก็ยากมากสำหรับผมที่จะวิ่งผ่าน มีหลายครั้งที่ผมอยากจะหยุดแล้วล้มตัวลงนอน แต่ผมเรียนรู้ว่าถ้ามุ่งหน้าต่อไป ในที่สุดผมก็จะพ้นจากทิศทางของลมเย็นนี้
มีบ่อยครั้งที่ชีวิตของผมเปรียบเหมือนเส้นทางวิ่งนั้น เมื่อประสบการณ์อันเจ็บปวดทำให้ความตั้งใจและความเชื่อของผมอ่อนแอลง ผมก็ตระหนักว่าพระเจ้าทรงประทับอยู่ด้วยเสมอ ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ทั้งในเวลาที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่ายหรือยุ่งยาก มันจะมีเวลาที่ความทุกข์ยากลำบากดูเหมือนจะหนักหนาสาหัสเกินไปอยู่เสมอ และดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงอยู่ห่างไกล แต่ถ้าผมมุ่งมั่น ในขณะที่กำลังเติบโตขึ้น ความเชื่อก็จะเติบโตยิ่งขึ้น แลผมก็รู้สึกถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง
พระองค์ทรงรักเรามากจนยอมให้พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยเราทั้งหลาย ให้เราได้ถึงขอบเขตแห่งความรักนี้ช่วยให้เรามีความเชื่อให้วางใจว่าทรงประทับอยู่ด้วยในทุกสถานการณ์ของชีวิต สิ่งที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าก็คือพระเจ้าทรงรักทุกคน แม้ในยามที่ไม่มีใครรักเรา แม้ในยามที่เราไม่รักตนเอง แต่พระเจ้าทรงรักเรา ไม่ว่าเราจะร่ำรวยหรือยากจน ไร้ที่อยู่อาศัย เราทั้งหลายคือบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเห็นว่าเรามีค่าและรักเรานิรันดร์ พระองค์ช่วยให้เรารักตนเองเพื่อจะรักผู้อื่นได้เพื่อจะรู้ว่าเราจะได้รับพระพรเนื่องจากความรักนิรันดร์ของพระองค์
เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ ยน 3:16
เราเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเสมอ เพราะคนบางคนต้องการมีอำนาจเพื่อตัวเอง เราเห็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงรับการทรมาน แม้ว่าพระองค์คือพระเป็นเจ้า มีฤทธิ์อำนาจเด็ดขาดแต่สิ่งที่พระองค์ทรงรับการทรมานและยอมตายก็เพราะ “รักเรา ผู้เป็นมนุษย์”
...ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสียและโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ ฟป 3:13 –14
ผมชอบไปวิ่งที่ริมทะเลสาบใกล้บ้าน มีเส้นทางยาวทางหนึ่งที่ทำให้ผมวิ่งไปใกล้ขอบน้ำได้ เมื่อลมเย็นพัดผ่านทะเลสาบ เส้นทางนี้ก็ยากมากสำหรับผมที่จะวิ่งผ่าน มีหลายครั้งที่ผมอยากจะหยุดแล้วล้มตัวลงนอน แต่ผมเรียนรู้ว่าถ้ามุ่งหน้าต่อไป ในที่สุดผมก็จะพ้นจากทิศทางของลมเย็นนี้
มีบ่อยครั้งที่ชีวิตของผมเปรียบเหมือนเส้นทางวิ่งนั้น เมื่อประสบการณ์อันเจ็บปวดทำให้ความตั้งใจและความเชื่อของผมอ่อนแอลง ผมก็ตระหนักว่าพระเจ้าทรงประทับอยู่ด้วยเสมอ ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ทั้งในเวลาที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่ายหรือยุ่งยาก มันจะมีเวลาที่ความทุกข์ยากลำบากดูเหมือนจะหนักหนาสาหัสเกินไปอยู่เสมอ และดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงอยู่ห่างไกล แต่ถ้าผมมุ่งมั่น ในขณะที่กำลังเติบโตขึ้น ความเชื่อก็จะเติบโตยิ่งขึ้น แลผมก็รู้สึกถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง
พระองค์ทรงรักเรามากจนยอมให้พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยเราทั้งหลาย ให้เราได้ถึงขอบเขตแห่งความรักนี้ช่วยให้เรามีความเชื่อให้วางใจว่าทรงประทับอยู่ด้วยในทุกสถานการณ์ของชีวิต สิ่งที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าก็คือพระเจ้าทรงรักทุกคน แม้ในยามที่ไม่มีใครรักเรา แม้ในยามที่เราไม่รักตนเอง แต่พระเจ้าทรงรักเรา ไม่ว่าเราจะร่ำรวยหรือยากจน ไร้ที่อยู่อาศัย เราทั้งหลายคือบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเห็นว่าเรามีค่าและรักเรานิรันดร์ พระองค์ช่วยให้เรารักตนเองเพื่อจะรักผู้อื่นได้เพื่อจะรู้ว่าเราจะได้รับพระพรเนื่องจากความรักนิรันดร์ของพระองค์
เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ ยน 3:16
เราเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเสมอ เพราะคนบางคนต้องการมีอำนาจเพื่อตัวเอง เราเห็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงรับการทรมาน แม้ว่าพระองค์คือพระเป็นเจ้า มีฤทธิ์อำนาจเด็ดขาดแต่สิ่งที่พระองค์ทรงรับการทรมานและยอมตายก็เพราะ “รักเรา ผู้เป็นมนุษย์”
ชวนคิดชวนรำพึง
เล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่ โดย สามเสน 226
ในระหว่างการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร ชนชาติอิสราเอลก็พบกับการรอคอย พวกเขาต้องหยุดและเดินหน้าต่อไปตามพระบัญชาของพระเจ้า เมื่อเมฆเคลื่อนออกจากเหนือพลับพลา พวกเขาก็เริ่มออกเดินทาง แต่เมื่อใดที่เมฆหยุดอยู่เหนือพลับพลา พวกเขาก็ต้องหยุดพัก พวกอิสราเอลอาจไม่มีความอดทนพอเมื่อพวกเขาพร้อมที่จะเคลื่อนขบวนไปข้างหน้า แต่พระเจ้ากลับรับสั่งให้พวกเขาหยุดรอ
มีหลายครั้งในชีวิตของพวกเราที่พระเจ้าทรงบัญชาให้เราหยุดรอ บางจังหวะของชีวิตเมื่อเราต้องอยู่ในระหว่างการรอคอย เราสามารถอธิษฐานขอการนำจากพระเจ้า และเชื่อวางใจในทางของพระองค์
แม้ว่าบางครั้ง.....
คุณอาจไม่ได้งานที่คุณชอบ ทั้ง ๆ ที่คุณได้พยายามจนถึงที่สุดแล้วก็ตาม
คุณอาจซื้อหาบ้านที่คุณถูกใจไม่ได้
คุณอาจต้องวางสิ่งที่คุณได้เริ่มต้นไว้ก็ได้แล้วได้แต่นั่งรอ
คุณคงเคยประสบปัญหาคล้าย ๆ กันนี้จนต้องทิ้งทุกอย่าง
บางครั้งต้องรอนาน และบางครั้งก็เพียงระยะเวลาสั้นแต่ท้ายที่สุดเงินทองของท่านก็เป็นสนิม และสนิมนั้นจะเป็นพยานปรักปรำท่าน มันจะกัดกินเนื้อของท่านประดุจไฟซึ่งท่านได้สะสมไว้สำหรับวันสุดท้าย
พระเจ้าอาจไม่ทรงสำแดงให้เราเห็นอย่างชัดแจ้งว่าเหตุใดเราต้องรอ ชีวิตอาจรู้สึกถึงความน้อยใจและอาจคิดว่า ฉันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆภายใต้ฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล บนพื้นโลกที่ไม่มีความสำคัญอะไร ในสายพระตาของพระเจ้า เรามีคุณลักษณะเฉพาะที่มีคุณค่ายิ่งนัก และไม่มีใครมีลักษณะเฉพาะอย่างที่เป็นได้ คือเป็นสิ่งทรงสร้างที่พระเจ้าทรงสร้างให้มีฐานะต่ำกว่าพระองค์แต่เพียงหน่อยเดียว เป็นสิ่งทรงสร้างที่สามารถมีสัมพันธภาพใกล้ชิดกับพระเจ้าพระผู้สร้างในแผ่นดินใหม่
พระเจ้าทรงเห็นคุณค่าชีวิตของเราด้วยความเข้าใจไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง ทรงทราบดีว่าแต่ละวันเป็นอย่างไร และ พระองค์ทรงรักเรามากแม้เราจะบกพร่องต่อการรักผู้อื่นแต่ พระองค์ยังทรงรักเราเสมอความรักของพระเจ้ามีให้สำหรับทุกๆ คน
ในระหว่างการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร ชนชาติอิสราเอลก็พบกับการรอคอย พวกเขาต้องหยุดและเดินหน้าต่อไปตามพระบัญชาของพระเจ้า เมื่อเมฆเคลื่อนออกจากเหนือพลับพลา พวกเขาก็เริ่มออกเดินทาง แต่เมื่อใดที่เมฆหยุดอยู่เหนือพลับพลา พวกเขาก็ต้องหยุดพัก พวกอิสราเอลอาจไม่มีความอดทนพอเมื่อพวกเขาพร้อมที่จะเคลื่อนขบวนไปข้างหน้า แต่พระเจ้ากลับรับสั่งให้พวกเขาหยุดรอ
มีหลายครั้งในชีวิตของพวกเราที่พระเจ้าทรงบัญชาให้เราหยุดรอ บางจังหวะของชีวิตเมื่อเราต้องอยู่ในระหว่างการรอคอย เราสามารถอธิษฐานขอการนำจากพระเจ้า และเชื่อวางใจในทางของพระองค์
แม้ว่าบางครั้ง.....
คุณอาจไม่ได้งานที่คุณชอบ ทั้ง ๆ ที่คุณได้พยายามจนถึงที่สุดแล้วก็ตาม
คุณอาจซื้อหาบ้านที่คุณถูกใจไม่ได้
คุณอาจต้องวางสิ่งที่คุณได้เริ่มต้นไว้ก็ได้แล้วได้แต่นั่งรอ
คุณคงเคยประสบปัญหาคล้าย ๆ กันนี้จนต้องทิ้งทุกอย่าง
บางครั้งต้องรอนาน และบางครั้งก็เพียงระยะเวลาสั้นแต่ท้ายที่สุดเงินทองของท่านก็เป็นสนิม และสนิมนั้นจะเป็นพยานปรักปรำท่าน มันจะกัดกินเนื้อของท่านประดุจไฟซึ่งท่านได้สะสมไว้สำหรับวันสุดท้าย
พระเจ้าอาจไม่ทรงสำแดงให้เราเห็นอย่างชัดแจ้งว่าเหตุใดเราต้องรอ ชีวิตอาจรู้สึกถึงความน้อยใจและอาจคิดว่า ฉันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆภายใต้ฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล บนพื้นโลกที่ไม่มีความสำคัญอะไร ในสายพระตาของพระเจ้า เรามีคุณลักษณะเฉพาะที่มีคุณค่ายิ่งนัก และไม่มีใครมีลักษณะเฉพาะอย่างที่เป็นได้ คือเป็นสิ่งทรงสร้างที่พระเจ้าทรงสร้างให้มีฐานะต่ำกว่าพระองค์แต่เพียงหน่อยเดียว เป็นสิ่งทรงสร้างที่สามารถมีสัมพันธภาพใกล้ชิดกับพระเจ้าพระผู้สร้างในแผ่นดินใหม่
พระเจ้าทรงเห็นคุณค่าชีวิตของเราด้วยความเข้าใจไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง ทรงทราบดีว่าแต่ละวันเป็นอย่างไร และ พระองค์ทรงรักเรามากแม้เราจะบกพร่องต่อการรักผู้อื่นแต่ พระองค์ยังทรงรักเราเสมอความรักของพระเจ้ามีให้สำหรับทุกๆ คน
ชวนคิดชวนรำพึง
พระเยซูไม่ได้ต้องการให้เราสร้างอนุสรณ์สถานแด่ พระองค์ แต่ทรงประทานอาหารมื้อสุดท้าย เพื่อให้เราระลึกถึงพระองค์ ในคืนที่พระองค์ทรงถูกทรยศ พระเยซูทรงหยิบขนมปังและถ้วยขึ้นมาแล้วขอบพระคุณพระบิดาก่อนที่จะส่งให้แก่ เหล่าสาวก (ลก.22:14-21) ทุกครั้งที่เราเข้าร่วมพิธีนี้ในคริสตจักร เราต้องสำรวจตนเองและความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า (1 คร.11:28)
“เพราะว่าเมื่อ[เราทั้งหลาย]กินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด” เราก็ทำเพื่อระลึกถึงพระองค์ ผู้ซึ่งเรารัก จนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา (ข้อ 25-26)
เทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ ชาวยิวจะรับประทานขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อยีสต์เป็นเวลา 7 วันเต็มหลังจากวันปัสกา เพื่อเป็นการระลึกถึงความเร่งรีบในการอพยพออกจากอียิปต์ เนื่องจากไม่มีเวลาแม้แต่จะหมักแป้งให้ฟู (อพย.12:8-11,15)
โลหิตแห่งพันธสัญญา โลหิตของพระเยซูที่เป็นเหตุให้พันธสัญญาใหม่ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่า
ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง ซึ่งเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับประชาอิสราเอลและประชายูดาห์ ไม่เหมือนกับพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำกับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย เมื่อเราจูงมือเขาเพื่อนำเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเขาผิด ถึงแม้ว่าเราได้เป็นสามีของเขา พระเจ้าตรัสดังนี้แหละแต่นี่จะเป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับประชาอิสราเอลภายหลังสมัยนั้น พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเราและทุกคนจะไม่สอนเพื่อนบ้านของตนและพี่น้องของตนแต่ละคนอีกว่า 'จงรู้จักพระเจ้า' เพราะเขาทั้งหลายจะรู้จักเราหมดตั้งแต่คนเล็กน้อยที่สุดถึงคนใหญ่โตที่สุด พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เพราะเราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาทั้งหลายอีกต่อไป" ยรม.31:31-34
สำเร็จใน(ฮบ.8:8-12)
เพื่อคนเป็นอันมาก เพื่อมวลมนุษยชาติทั่วโลกทั้งคนยิวและคนต่างชาติ ร้องเพลงสรรเสริญพิธีปัสกาจบลงด้วยการร้องเพลงจาก สดด.115-118
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานสิ่งที่ระลึกอันยั่งยืน เพื่อให้เราจดจำสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรา
“เพราะว่าเมื่อ[เราทั้งหลาย]กินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด” เราก็ทำเพื่อระลึกถึงพระองค์ ผู้ซึ่งเรารัก จนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา (ข้อ 25-26)
เทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ ชาวยิวจะรับประทานขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อยีสต์เป็นเวลา 7 วันเต็มหลังจากวันปัสกา เพื่อเป็นการระลึกถึงความเร่งรีบในการอพยพออกจากอียิปต์ เนื่องจากไม่มีเวลาแม้แต่จะหมักแป้งให้ฟู (อพย.12:8-11,15)
โลหิตแห่งพันธสัญญา โลหิตของพระเยซูที่เป็นเหตุให้พันธสัญญาใหม่ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่า
ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง ซึ่งเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับประชาอิสราเอลและประชายูดาห์ ไม่เหมือนกับพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำกับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย เมื่อเราจูงมือเขาเพื่อนำเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเขาผิด ถึงแม้ว่าเราได้เป็นสามีของเขา พระเจ้าตรัสดังนี้แหละแต่นี่จะเป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับประชาอิสราเอลภายหลังสมัยนั้น พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเราและทุกคนจะไม่สอนเพื่อนบ้านของตนและพี่น้องของตนแต่ละคนอีกว่า 'จงรู้จักพระเจ้า' เพราะเขาทั้งหลายจะรู้จักเราหมดตั้งแต่คนเล็กน้อยที่สุดถึงคนใหญ่โตที่สุด พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เพราะเราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาทั้งหลายอีกต่อไป" ยรม.31:31-34
สำเร็จใน(ฮบ.8:8-12)
เพื่อคนเป็นอันมาก เพื่อมวลมนุษยชาติทั่วโลกทั้งคนยิวและคนต่างชาติ ร้องเพลงสรรเสริญพิธีปัสกาจบลงด้วยการร้องเพลงจาก สดด.115-118
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานสิ่งที่ระลึกอันยั่งยืน เพื่อให้เราจดจำสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
