วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

พระองค์ทรงนำและค้ำจุนอยู่ในยามลำบาก รม5 1-5

ชีวิตคือความทุกข์ยาก การวางแผนใด ๆ ก็ตามไม่มีประโยชน์เลยเพราะชีวิตเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราต้องเผชิญกับการประหัดประหารกันเหมือนในละคร ...เราทั้งหลายจำต้องทนความยากลำบากมากจึงจะได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า-กจ 14:22

เมือได้มารู้จักพระเจ้า ประสบการณ์ของความรุนแรงแต่ละครั้งทำให้เราเชื่อมั่นยิ่งขึ้นว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าทรงโอบอุ้มเราไว้ เรายังได้รับความเห็นใจและความห่วงใยจากพี่น้องในพระคริสต์ เรารู้ว่าหลายคนที่ติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริงนั้นจะรักพระองค์และรักเพื่อนบ้านของพวกเขาด้วย

ความยากลำบากที่เราที่ต้องเผชิญ อธิบายได้ง่าย ๆ ว่า วิถีทางนั้นทำให้เราต้องอยู่ในที่แคบ ผ่านการทุกข์ที่กดดันอยู่รอบตัวเรา วิธีที่จะหลีกเลี่ยงความหวาดกลัวในที่แคบเหล่านั้นคือการฟังเสียงของพระเจ้าด้วยการอ่านพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงทำให้เราสงบและประทานฤทธิ์เดชให้แก่เรา

การผจญกับความโหดร้ายสอนเราว่าชีวิตทุกชีวิตอาจจะเป็นประสบการณ์แห่งชีวิตได้ เกิดขึ้นจากความตายและความมืด เรามีชีวิตอยู่อย่างมีสันติสุขในใจและทะนุถนอมความรุ้สึกนั้นไว้ตลอดชีวิต ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่ามันจะเลวร้ายสักเพียงใดก็ตามสามารถจะได้รับการปกปักรักษา เปลี่ยนแปลงให้เป็นสิ่งดีได้โดยพระเจ้าแห่งความรัก

ชัยชนะของนักบุญเปาโลในจดหมายที่เขียนถึงชาวโรมกล่าวว่า “สิ่งใด ๆ อื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้นจะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้าซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้”-รม 8;39

บางครั้งปัญหาและความวิตกกังวลต่างๆ เคลื่อนเข้ามาจากทุกทิศทุกทางเหมือนกับเมฆ มันทับถมมากจนจะมองเห็นพระเจ้าในปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร พระเจ้าทรงห่วงใยจริงหรือไม่ พระองค์อยู่ที่ไหนในยามที่ต้องการพระองค์บางครั้งอาจจะมีอุปสรรคมาขวางกั้นความรักของพระเจ้าเหมือนก้อนเมฆที่บดบังจนมองไม่เห็นดาวตก แต่ความรักนั้นอยู่กับเราเสมอไม่เคยล้มเหลว ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีวันสิ้นสุด เราไม่เคยถูกตัดขาดจากความรักนั้น ขอบพระคุณพระเจ้าเพราะเรารู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ -รม 8;28

พระเจ้าไม่เคยให้เราผิดหวังแม้ในยามที่ตกอยู่ในความมืด หรือยามที่รู้สึกว่าถูกแยกออกจากความรักของพระองค์ทรงช่วยให้เราตระหนักถึงการสถิตให้รู้ว่าพระองค์ทรงนำและค้ำจุนอยู่

ส่วนดีของการสงสัย

อิสยาห์ 26:3

ใจแน่วแน่นั้น พระองค์ทรงรักษาไว้ในศานติภาพอันสมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์บ้านใหม่ของเราตั้งอยู่ในทิศที่เพื่อนวิศวกรบอกว่ามีสนามแม่เหล็กไฟฟ้ามากหลังจากที่ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ประมาณหนึ่งปี ไขควงของผมเริ่มมีพลังแม่เหล็กตามสนามแม่เหล็กของโลก มันเริ่มดูดเศษเหล็กเข้าหาตัว ถ้าผมต้องการทำให้ไขควงมีพลังแม่เหล็กเพิ่มขึ้นผมอาจจะเอาแม่เหล็กจริงถูกมันหรือวางมันไว้ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

ไขควงของผมมีพลังแม่เหล็กเล็กน้อย เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้วก็ทำให้ผมสงสัยว่า ผมเป็นคริสตังเพียงเล็กน้อยหรือไม่ เพราะว่าผมแสดงออกกับผู้ที่เชื่อคนอื่น ๆ แสดงว่าเป็นคริสตัง แต่ไม่ใช่ด้วยจิตวิญญาณที่แท้จริง มีอะไรในชีวิตของผมที่จะสามารถแสดงให้ผู้ที่ไม่เชื่อประทับใจได้บ้าง ผมมีคุณลักษณะความเชื่อมั่นใจและความเข้มแข็งใด ๆ ที่จะรับมือกับคำถามและวิกฤตกาลในชีวิตได้

แล้วผมก็สังเกตเห็นว่า ผู้คนที่ผมชื่นชมนั้นเป็นคริสตังด้วยจิตวิญญาณ ความเชื่อของพวกเขาเหล่านั้นเข้มแข็งเพราะว่าเขาติดสนิทอยู่กับแหล่งแห่งฤทธิ์อำนาจคือพระจิตเจ้า การอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำทุกวันคือแก่นของการเรียนรู้และการเจริญเติบโตในความเชื่อ พวกเขาใช้เวลาในการอธิษฐาภาวนา แก้บาป รับศีล การกระทำเช่นนี้ทุกวันจนเป็นนิสัยเป็นการเตรียมพวกเขาให้มีชีวิตที่บังเกิดผล ซึ่งเป็นการช่วยให้เป็นที่ที่น่าสนใจและมีชีวิตชีวา

บนหนทางแห่งความเชื่อของเรา เราสามารถลืมได้ง่าย ๆในการที่จะตั้งคำถามหรือมีข้อสงสัยในประโยคต่าง ๆ ดังนั้นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเมื่อเราแบ่งปันพระวจนะกับคนอื่น ๆ ก็คือ เราต้องระลึกถึงข้อสงสัยของเราและแสดงความคิดที่เปิดกว้าง การยอมรับ และทัศนคติของการอธิษฐาน เพราะนี่จะทำให้ผู้อื่นได้ตรวจสอบข้อสงสัยและคำถามของพวกเขาด้วย เมื่อเราทำเช่นนี้ชีวิตของเราก็จะเป็นหน้าต่างที่เปิดให้ผู้อื่นได้มองเห็นความจริงขององค์พระคริสต์

พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างแก่เราในการที่จะดำรงชีวิตโดยปราศจากความกลัวและมีเกียรติพระองค์ทรงวางพระทัยในพระเจ้าตลอดระยะเวลาที่เสด็จไปสู่กางเขน ในเบื้องต้นการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ดูเหมือนว่าจะเป็นความล้มเหลว แต่แล้วความเศร้าสลดนี้กลับกลายเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ และในเวลาสองพันปีต่อมา องค์พระเยซูคริสต์ก็ได้เปลี่ยนชีวิต

โคโลสี 3:15-17
น เปาโลสั่งสอนผู้ที่เชื่อในพระเยซูทุกคนว่า “จงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน” และท่านได้ย้ำให้เราขอบพระคุณพระเจ้าถึง 3 ครั้ง คือ “จงมีใจกตัญญู” (ข้อ 15) “สรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า” (ข้อ 16) “จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้าโดยพระองค์นั้น” (ข้อ 17)

“แทบจะไม่มีสิ่งใดที่ยกย่องและถวายพระเกียรติพระเจ้ามากกว่าจิตวิญญาณที่กตัญญู ซึ่งขับไล่ความหม่นหมองและนำมาซึ่งสันติสุขและความหวังจากพระเจ้า ความกตัญญูทำให้พระกรุณาเพิ่มมากขึ้น เป็นการดีที่เราจะขอบพระคุณพระเจ้าคุณทำสิ่งใดมากกว่ากันระหว่างการอธิษฐานทูลขอเรื่องต่างๆ กับการสรรเสริญขอบคุณพระเจ้า?

อะไร คือ สิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัสกับคุณ? และอะไร

นักบุญทั้งหลายยอมรับความทุกข์ทรมานทุกอย่างด้วยความชื่นชมยินดี

นักบุญทั้งหลายยอมรับความทุกข์ทรมานทุกอย่างด้วยความชื่นชมยินดี, อดทนเพราะรัก ขณะที่พวกเราชาวโลกรับความทุกข์ทรมานด้วยความโกรธและหัวเสีย หรือเหนื่อยล้า เพราะเราขาดความรัก หากเรารักพระ เราก็ควรรักกางเขนและปรารถนาที่จะแบกกางเขนด้วยความยินดี เพื่อเห็นแก่พระองค์ผู้ทรงรับความทุกข์ทรมานเพื่อเรามาแล้ว... เราจะบ่นแสดงความไม่พอใจไปเพื่ออะไร?

คนที่ไม่มีความเชื่อที่ไม่รู้จักพระและไม่รู้จักความรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์ช่างเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องแบกกางเขนเหมือนกับเราแต่พวกเขาไม่ได้รับสิ่งปลอบใจเช่นเดียวกับเรา
เราคิดว่าความทุกข์ทรมานเป็นสิ่งที่ยากลำบากหรือ?

ไม่ใช่สิ่งยากเลย กางเขนคือสิ่งปลอบใจเรา เป็นความหวานและความสุข ขอเพียงแต่เราต้องมีความรักขณะที่เราแบกกางเขนอยู่เท่านั้น

เมื่อเราทูลขอให้พระเจ้าเอาปัญหาของเราไปนั้น กลับได้รับการเตือนใจที่จะทำให้สำนึกรู้สึกในความรับผิดชอบของตนเอง ทุกครั้งที่เราบริหารร่างกายวิญญาณจิตก็ได้รับการเชิดชูขึ้นด้วยจากประสบการณ์เช่นนี้นั่นเองทำให้ได้รับประสบการณ์ว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานภาวนาของเราอย่างง่าย ๆ เสมอ แทนที่พระองค์จะทรงมาปรากฏต่อหน้าเราพระเจ้าทรงผลักดันให้เราเป็นผู้ลงมือทำ

ในขณะที่อธิษฐานภาวนาร่วมกับผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเหมาะสมเหลือเกินที่จะแนะนำให้เขาได้เดินทางไปหาพระเจ้าและไม่ต้องรู้สึกกลัว บางครั้งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตเรา เมื่อได้ลงมือปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ นั้น

พระเจ้าก็ทรงใช้เวลาเยียวยารักษาเราได้เมื่อเรามีชีวิตที่ผ่านประสบการณ์ของความยากลำบากมาแล้ว พระองค์จะสอนให้มีความรู้เห็นอกเห็นใจก็จะยิ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้นดังนั้นให้หมั่นดำเนินชีวิตกับพระองค์ในคำภาวนาทุกวันในการถอนสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ออกจากวิญญาณและประดับวิญญาณด้วยคุณธรรม

จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไรที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้าและเราก็ได้เป็นเช่นนั้น เหตุที่โลกไม่รู้จักเราทั้งหลายก็เพราะเขาไม่รู้จักพระองค์ (1 ยน 3 : 1)

เพราะ “รักเรา ผู้เป็นมนุษย์”

By Paulvs

...ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสียและโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับ ฟป 3:13 –14

ผมชอบไปวิ่งที่ริมทะเลสาบใกล้บ้าน มีเส้นทางยาวทางหนึ่งที่ทำให้ผมวิ่งไปใกล้ขอบน้ำได้ เมื่อลมเย็นพัดผ่านทะเลสาบ เส้นทางนี้ก็ยากมากสำหรับผมที่จะวิ่งผ่าน มีหลายครั้งที่ผมอยากจะหยุดแล้วล้มตัวลงนอน แต่ผมเรียนรู้ว่าถ้ามุ่งหน้าต่อไป ในที่สุดผมก็จะพ้นจากทิศทางของลมเย็นนี้

มีบ่อยครั้งที่ชีวิตของผมเปรียบเหมือนเส้นทางวิ่งนั้น เมื่อประสบการณ์อันเจ็บปวดทำให้ความตั้งใจและความเชื่อของผมอ่อนแอลง ผมก็ตระหนักว่าพระเจ้าทรงประทับอยู่ด้วยเสมอ ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ทั้งในเวลาที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบง่ายหรือยุ่งยาก มันจะมีเวลาที่ความทุกข์ยากลำบากดูเหมือนจะหนักหนาสาหัสเกินไปอยู่เสมอ และดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงอยู่ห่างไกล แต่ถ้าผมมุ่งมั่น ในขณะที่กำลังเติบโตขึ้น ความเชื่อก็จะเติบโตยิ่งขึ้น แลผมก็รู้สึกถึงการทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

พระองค์ทรงรักเรามากจนยอมให้พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยเราทั้งหลาย ให้เราได้ถึงขอบเขตแห่งความรักนี้ช่วยให้เรามีความเชื่อให้วางใจว่าทรงประทับอยู่ด้วยในทุกสถานการณ์ของชีวิต สิ่งที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าก็คือพระเจ้าทรงรักทุกคน แม้ในยามที่ไม่มีใครรักเรา แม้ในยามที่เราไม่รักตนเอง แต่พระเจ้าทรงรักเรา ไม่ว่าเราจะร่ำรวยหรือยากจน ไร้ที่อยู่อาศัย เราทั้งหลายคือบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเห็นว่าเรามีค่าและรักเรานิรันดร์ พระองค์ช่วยให้เรารักตนเองเพื่อจะรักผู้อื่นได้เพื่อจะรู้ว่าเราจะได้รับพระพรเนื่องจากความรักนิรันดร์ของพระองค์

เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ ยน 3:16

เราเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเสมอ เพราะคนบางคนต้องการมีอำนาจเพื่อตัวเอง เราเห็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงรับการทรมาน แม้ว่าพระองค์คือพระเป็นเจ้า มีฤทธิ์อำนาจเด็ดขาดแต่สิ่งที่พระองค์ทรงรับการทรมานและยอมตายก็เพราะ “รักเรา ผู้เป็นมนุษย์”

ชวนคิดชวนรำพึง

เล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่ โดย สามเสน 226

ในระหว่างการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร ชนชาติอิสราเอลก็พบกับการรอคอย พวกเขาต้องหยุดและเดินหน้าต่อไปตามพระบัญชาของพระเจ้า เมื่อเมฆเคลื่อนออกจากเหนือพลับพลา พวกเขาก็เริ่มออกเดินทาง แต่เมื่อใดที่เมฆหยุดอยู่เหนือพลับพลา พวกเขาก็ต้องหยุดพัก พวกอิสราเอลอาจไม่มีความอดทนพอเมื่อพวกเขาพร้อมที่จะเคลื่อนขบวนไปข้างหน้า แต่พระเจ้ากลับรับสั่งให้พวกเขาหยุดรอ

มีหลายครั้งในชีวิตของพวกเราที่พระเจ้าทรงบัญชาให้เราหยุดรอ บางจังหวะของชีวิตเมื่อเราต้องอยู่ในระหว่างการรอคอย เราสามารถอธิษฐานขอการนำจากพระเจ้า และเชื่อวางใจในทางของพระองค์
แม้ว่าบางครั้ง.....

คุณอาจไม่ได้งานที่คุณชอบ ทั้ง ๆ ที่คุณได้พยายามจนถึงที่สุดแล้วก็ตาม
คุณอาจซื้อหาบ้านที่คุณถูกใจไม่ได้
คุณอาจต้องวางสิ่งที่คุณได้เริ่มต้นไว้ก็ได้แล้วได้แต่นั่งรอ
คุณคงเคยประสบปัญหาคล้าย ๆ กันนี้จนต้องทิ้งทุกอย่าง
บางครั้งต้องรอนาน และบางครั้งก็เพียงระยะเวลาสั้นแต่ท้ายที่สุดเงินทองของท่านก็เป็นสนิม และสนิมนั้นจะเป็นพยานปรักปรำท่าน มันจะกัดกินเนื้อของท่านประดุจไฟซึ่งท่านได้สะสมไว้สำหรับวันสุดท้าย

พระเจ้าอาจไม่ทรงสำแดงให้เราเห็นอย่างชัดแจ้งว่าเหตุใดเราต้องรอ ชีวิตอาจรู้สึกถึงความน้อยใจและอาจคิดว่า ฉันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆภายใต้ฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล บนพื้นโลกที่ไม่มีความสำคัญอะไร ในสายพระตาของพระเจ้า เรามีคุณลักษณะเฉพาะที่มีคุณค่ายิ่งนัก และไม่มีใครมีลักษณะเฉพาะอย่างที่เป็นได้ คือเป็นสิ่งทรงสร้างที่พระเจ้าทรงสร้างให้มีฐานะต่ำกว่าพระองค์แต่เพียงหน่อยเดียว เป็นสิ่งทรงสร้างที่สามารถมีสัมพันธภาพใกล้ชิดกับพระเจ้าพระผู้สร้างในแผ่นดินใหม่

พระเจ้าทรงเห็นคุณค่าชีวิตของเราด้วยความเข้าใจไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง ทรงทราบดีว่าแต่ละวันเป็นอย่างไร และ พระองค์ทรงรักเรามากแม้เราจะบกพร่องต่อการรักผู้อื่นแต่ พระองค์ยังทรงรักเราเสมอความรักของพระเจ้ามีให้สำหรับทุกๆ คน

ชวนคิดชวนรำพึง

พระเยซูไม่ได้ต้องการให้เราสร้างอนุสรณ์สถานแด่ พระองค์ แต่ทรงประทานอาหารมื้อสุดท้าย เพื่อให้เราระลึกถึงพระองค์ ในคืนที่พระองค์ทรงถูกทรยศ พระเยซูทรงหยิบขนมปังและถ้วยขึ้นมาแล้วขอบพระคุณพระบิดาก่อนที่จะส่งให้แก่ เหล่าสาวก (ลก.22:14-21) ทุกครั้งที่เราเข้าร่วมพิธีนี้ในคริสตจักร เราต้องสำรวจตนเองและความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า (1 คร.11:28)

“เพราะว่าเมื่อ[เราทั้งหลาย]กินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด” เราก็ทำเพื่อระลึกถึงพระองค์ ผู้ซึ่งเรารัก จนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา (ข้อ 25-26)

เทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ ชาวยิวจะรับประทานขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อยีสต์เป็นเวลา 7 วันเต็มหลังจากวันปัสกา เพื่อเป็นการระลึกถึงความเร่งรีบในการอพยพออกจากอียิปต์ เนื่องจากไม่มีเวลาแม้แต่จะหมักแป้งให้ฟู (อพย.12:8-11,15)



โลหิตแห่งพันธสัญญา โลหิตของพระเยซูที่เป็นเหตุให้พันธสัญญาใหม่ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่า

ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง ซึ่งเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับประชาอิสราเอลและประชายูดาห์ ไม่เหมือนกับพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำกับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย เมื่อเราจูงมือเขาเพื่อนำเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเขาผิด ถึงแม้ว่าเราได้เป็นสามีของเขา พระเจ้าตรัสดังนี้แหละแต่นี่จะเป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับประชาอิสราเอลภายหลังสมัยนั้น พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเราและทุกคนจะไม่สอนเพื่อนบ้านของตนและพี่น้องของตนแต่ละคนอีกว่า 'จงรู้จักพระเจ้า' เพราะเขาทั้งหลายจะรู้จักเราหมดตั้งแต่คนเล็กน้อยที่สุดถึงคนใหญ่โตที่สุด พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เพราะเราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาทั้งหลายอีกต่อไป" ยรม.31:31-34

สำเร็จใน(ฮบ.8:8-12)



เพื่อคนเป็นอันมาก เพื่อมวลมนุษยชาติทั่วโลกทั้งคนยิวและคนต่างชาติ ร้องเพลงสรรเสริญพิธีปัสกาจบลงด้วยการร้องเพลงจาก สดด.115-118

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานสิ่งที่ระลึกอันยั่งยืน เพื่อให้เราจดจำสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรา

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

พักพิงในพระเจ้า

ความเจ็บปวดหายแล้ว
พระเจ้าทรงรักโลกอย่างมาก จึงได้ประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อ ในพระบุตรจะไม่พินาศ แต่จะมีชีวิตนิรันดร
ยอห์น 3 :16
เช้าวันหนึ่งในขณะที่กำลังเตรียมตัวไปค่ายเขาชนไก่ขณะที่เป็น นศท นั้น ผมกำลังวิ่งอยู่และก็ล้ม โดยขาข้างขวาถูลงกับพื้นทำให้เข่าและมือถลอกในบ้านตอนนั้นไม่มียารักษาแผลเลย มีเพียงน้ำเย็นเท่านั้นที่ช่วยรักษาบาดแผลของผม ผมรู้สึกไม่ค่อยดีจึงเริ่มอ่านพระคัมภีร์และก่อนไปค่ายวันนั้นเป็นวันที่ผมกลัวและกังวลมากเช่นเดียวกะคนอื่นๆในตอนนั้นมันโหดพอสมควรสำหรับเราและความเจ็บปวดดูจะบรรเทาลงเล็กน้อยตอนที่ผมคิดเมื่อตระหนักว่าพระเจ้าทรงทราบทันทีว่าจะช่วยและปลอบโยนผมได้เมื่อใหร่และอย่างไรและพอไปค่าย5วันนั้นรู้สึกสนุกและไม่เจ็บปวดด้านร่างกายและจิตใจเลยหลังกลับจากค่าย เมื่อย้อนคิดถึงพระกิตติคุณของพระเจ้าท่ามกลางความร้อนและฝุ่นในการไปค่ายครั้งนั้นผมรู้สึกใกล้ชิดกับพระเจ้าผู้ทรงมองเห็นความเจ็บปวดล่วงหน้าและจัดหาสิ่งบรรเทาให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าต้องการมันเสียอีก ผมอาจไม่แน่ใจว่าตนเองจะหกล้มอีกในวันข้างหน้าไม่ว่าจะเป็นการล้มฝ่ายร่างกาย ความรู้สึก หรือจิตใจก็ตามแต่ผมมั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงประทับอยู่ด้วยเพื่อปลอบประโลมผม
เช่นเดียวกันกับความรักของพระเจ้า ก่อนที่ผมจะตระหนักว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ในชีวิตของผม พระเจ้าทรงรักและจัดเตรียมทุกสิ่งไว้แล้ว ผมมั่นใจในการช่วยให้รอดเพราะพระเจ้าทรงส่งพระเยซูคริสต์มาในเวลาและสถานที่อันพอเหมาะพอเจาะเพื่อเป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดสำหรับตัวผมเอง


พระยาเวห์ทรงเป็นพละกำลังและบทเพลงของข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยข้าพเจ้าให้รอด






จงตามการนำของเราอย่าให้ใครดูหมิ่นท่านเพราะความเป็นคนหนุ่ม แต่จงเป็นแบบอย่างแก่ผู้มีความเชื่อทุกคนด้วยคำพูดและความประพฤติ ด้วยความรัก ความเชื่อและความบริสุทธิ์ของท่าน
1 ทิโมธี 4:12

เมื่อตอนกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยม ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันปิดเทอมที่เพื่อนๆได้จะกลับมารวมตัวกันทำกิจกรรมแล้วเราก็จะได้อยู่ด้วยกันอีก สิ่งหนึ่งเกี่ยวกับเพื่อนที่อยู่ในความทรงจำของผมเสมอก็คือ กิจวัตรของเราที่อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน สวดสายประคำทุกวัน ไปวัดถี่ๆเพื่อเดินรูป 14 ภาค เพราะช่วงนั้นเป็น เทศกาลมหาพรต กับ เดือน แม่พระ ด้วยตัวอย่างที่เห็นจากเพื่อนกลุ่มนี้จึงไม่ลืมที่จะเอาพระคัมภีร์,สายประคำและบทสวด ไส่ไว้ในกระเป๋าตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเราเป็นผู้ที่แบ่งปันความเชื่อศรัทธาและพระคุณของพระเจ้าด้วยกันจน สิ่งต่าง ๆ อีกมากมายที่ได้ทำให้กลุ่มคนที่ไม่ศรัทธาศาสนาได้เห็นตัวอย่างจากเราเช่น กิจวัตรของเราที่อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน สวดสายประคำทุกวัน ไปวัดถี่ๆเพื่อเดินรูป 14 ภาค ไม่ว่าจะคำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ หรืออะไรก็ตามที่พวกเราได้ทำให้กับคนอื่นเห็นศรัทธาของพวกเรานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น เราทั้งก็เติบโตขึ้นในความรักแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าและได้รับการเสริมกำลังและการทรงนำจากพระวจนะของพระเจ้า
เมื่อไม่นานมานี้ เราได้ไปเยี่ยมครอบครัวของ พลมารีย์ก็พบว่าที่โต๊ะในครัวของเขานั้นก็มีพระคัมภีร์สายประคำ บทสวด ที่เราเคยแจกให้นั้นวางอยู่ด้วย พอกลับมาบ้านก็ดำเนินชีวิตแบบใกล้พระอีกไม่ว่าจะเป็นสวดก่อนกินข้าว เพราะที่โต๊ะอาหารนี้เองเป็นที่เริ่มต้นวันใหม่ของครอบครัวของเรา ในครัวเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมต่าง ๆ ในครอบครัวของหลาย ๆ ครอบครัว นอกจากนั้นที่ครัวก็ยังเป็นมุมสงบของผมเมื่ออยู่แต่ลำพังด้วย และที่นั่นเองพระเจ้าก็เป็นเพื่อนของเราทำให้เราอดที่จะขอบคุณพระเจ้าสำหรับแบบอย่างชีวิตที่ได้รับจากพระองค์ไม่ได้ และก็รู้สึกขอบคุณเสมอที่พระองค์มีอิทธิพลมากมายในชีวิตของผมพระเจ้า โปรดให้เราได้ดำเนินชีวิตอยู่ให้เป็นแบบอย่างในความเชื่อศรัทธาของคริสตชน ขอบคุณพระองค์สำหรับตัวอย่างชีวิตที่หลาย ๆ คนได้มีอิทธิพลในชีวิตของเราอยู่เสมอ

เชิญมานมัสการองค์พระเจ้าร่วมกันเถิด


ความรักอันไร้ขอบเขต
ถิ่นทุรกันดารและที่แห้งแล้งจะยินดี ทะเลทรายจะเปรมปรีดิ์และผลิดอก..
อิสยาห์ 35:1
ดอกบัวสีชมพูอ่อนกำลังผลิดอกปะปนไปกับน้ำค้างที่ตกใหม่ๆ จนแทบจะมองจากหน้าต่างในครัวไม่เห็น มันเกือบจะถูกใบไม้แห้งที่ยังติดอยู่กับเถาองุ่นบดบังเสียหมด ตามความเป็นจริงแล้ว ดอกบัวไม่ควรจะบานเพราะวันนี้ไม่มีแดดเลย มีแต่น้ำค้างหนาๆ ปกคลุมพื้นดิน แต่มันก็ยังบานท้าทายฤดูหนาวให้เราเห็นได้
ดอกไม้เป็นเครื่องเตือนใจแก่เราว่าพระเจ้าทรงปรากฎในช่วงเวลาและสถานที่ที่เราไม่คาดคิดเพื่อจะนำพระเมตตาและพระคุณมาสู่ชีวิตของเราได้อย่างไร โรงวัวในเมืองเบธเลเฮมและไม้กางเขนที่ภูเขา
กลโกธาในช่วงตกอยู่ในการปกครองของโรมนั้นเป็นที่ที่ไม่มีใครคาดว่าจะพบพระคุณและความรักของพระเจ้าได้ และในสถานที่เหล่านั้นเองที่ความลึกลับและความงดงามแห่งความรักของพระเจ้าได้ปรากฏแก่เรา
หลายคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับ “ความหนาวเหน็บในใจ” ในช่วงเวลาที่จิตใจและอารมณ์ของเราแห้งแล้ง พระองค์ทรงปรารถนาอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าด้วยการประทานสติปัญญาไว้ในพระคัมภีร์เพื่อนำทางให้เรามีชีวิตอย่างครบถ้วนบริบรูณ์ คำแนะนำแห่งความรักมีไว้เพื่อชีวิตที่ดีของเรานั่นเอง
ขอบพระคุณสำหรับความรักอันไร้ขอบเขตของพระองค์ โปรดประทานแรงปรารถนาให้แก่ข้าพเจ้าที่จะแสวงหาชีวิตจากพระวจนะอันทรงพระปรีชาญาณของพระองค์ สรรเสริญพระเจ้าทรงฤทธิ์เดชาสร้างฟ้าและดินดาวมากมายคืนวันผ่านไปไม่ทอดทิ้งซักคราทรงรักเมตตาฟังคำภาวนา พระองค์ประทานพระคุณแก่เรามากมายให้เติบใหญ่เรื่อยมาและอยู่คู่เราจนบัดนี้
จงตอบแทนในพระคุณยิ่งใหญ่ด้วยหัวใจทั้งหมด


การพักผ่อนที่ถูกกำหนดไว้
พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า 'ท่านทั้งหลายจงมาพักผ่อนกับเราตามลำพังในที่สงัดระยะหนึ่งเถิด' เพราะว่ามีคน ไปมาจนพวกเขาไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะรับประทานอาหาร
มาระโก 6 : 31
ช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมาตารางเวลาของใครหลายคนที่ทำงานในวัดคงค่อนข้างจะอัดแน่น เนื่องจากมีงานหลายอย่างต้องทำด้วย อาจรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลีย สามวันก่อนถึงวันคริสต์มาสก็มีเพื่อนร่วมงานในวัดป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่อย่างกะทันหันกิจกรรมทุกอย่างต้องหยุดลง ทำให้รู้สึกผิดหวังที่แผนการสำหรับวันคริสต์มาสต้องถูกยกเลิก และแล้วก็ตระหนักว่าในขณะที่ตนเองไม่อาจจะควบคุมความเจ็บป่วยนี้หรือเลื่อนเวลาของมันออกไปได้ แต่สามารถที่จะควบคุมตนเองให้รับมือกับมันได้แทนที่จะโกรธ กลับรับเอาคำแนะนำของพระเยซูที่ทรงตรัสกับสาวกทั้งหลายว่า “จงมากับเรา ไปหาที่เปลี่ยวเพื่อพักผ่อน” ข้าพเจ้าน้อมรับช่วงเวลานี้ว่าเป็นของขวัญแห่งความสงบที่จะดื่มด่ำกับความอบอุ่นและสันติสุขในบ้านของตนเอง และใช้ความนิ่งเงียบและการภาวนาเป็นการพักผ่อนและดูแลรักษาตนเองทั้งทางร่างกาย จิตใจและอารมณ์ มันเป็น “การพักผ่อน” ที่มีความหมายส่วนตัวมากที่สุดครั้งหนึ่งที่เคยประสบมา ภาระกิจเสร็จสิ้นการฉลองคริสต์มาสด้วยความรู้สึกสดชื่นแทนที่จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลียขอบพระคุณพระองค์สำหรับคำตักเตือนของพระเยซูที่เพลาการทำสิ่งต่างๆ ลงและดูแลรักษาตนเอง ขอโปรดให้ข้าพเจ้าทั้งหลายเชื่อฟังพระองค์ด้วยเถิดด้วยเถิด
พักกับเราพำนักอยู่กับเราตื่นเฝ้าภาวนา ตื่นเฝ้าภาวนา










จงมีความสุขกับชีวิต
อย่าคุยอวดถึงพรุ่งนี้ เพราะเจ้าไม่ทราบว่าวันหนึ่ง ๆ จะนำอะไรมาบ้าง
สุภาษิต 27:1
เมื่อไม่นานมานี้มีโฆษณาไทยประกันชีวิตเรื่องหนึ่งเรื่องมีอยู่ว่าพ่อขับรถไปร่วมงานเล่นดนตรีของลูกชายระหว่างทางก็นึกถึงอดีตที่เลี้ยงลูกตามลำพังเพราะแม่เสียชีวิตและทะเลาะกันจนลูกชายหนีออกจากบ้านระหว่างที่พ่อใจลอยคิดเรื่องนี้อยู่รถของพ่อนั้นไปชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นทำให้การเดินทางและชีวิตของผู้เป็นพ่อของครอบครัวนั้นสิ้นสุดลงความกระตือรือร้นในการใคร่ครวญคิดถึงฝันต่างๆ และสิ่งที่จะทำนั้นทำให้เราผูกพันกันมากกว่าการทำให้มันสำเร็จลงอย่างจริงจัง
เราต่างดำเนินชีวิตตามใจปรารถนา เราพบคนพิเศษแต่งงานและมีลูก เราฝันที่จะซื้อบ้านใหม่ เปลี่ยนงาน หรือไม่ก็อาจจะกลับไปเรียนต่อจนบางครั้งถึงกับลืมชีวิตของตนเองโครงการใหม่หรือการเดินทางอาจจะทำให้เราวุ่นวายจนลืมชื่นชมความงดงามของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต
แม้ว่าการวางแผนล่วงหน้าและการมุ่งสู่อนาคตเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่บางครั้งมันอาจทำให้เราละเลยที่จะชื่นชมทิวทัศน์แห่งชีวิตในแต่ละวันไปได้ ทิวทัศน์ที่เรากำลังผ่านไป ณ วินาทีนี้ พระเจ้าทรงเรียกให้เรามีความสุขกับชีวิต ชีวิตเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันนี้ แต่จงวางความทุกข์ในชีวิตลงและวางใจในพระเมตตาและพระคุณของพระองค์ พระองค์ทรงประทานสันติและความสุขให้แก่เราทุกคนในขณะที่ดำรงชีวิตอยู่ในแต่ละวันต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์
ชีวิตมีค่าหนักหนาจงรีบไปหาหาความร่มรื่น ไหว้วอนพระองค์สดชื่นหามิใดอื่นชื่นใจ










ความร้อนรนฝ่ายวิญญาณ

ถึงกระนั้น เรามีเรื่องตำหนิท่านด้วย คือท่านละทิ้งความรักที่เคยมีแต่ก่อน
วิวรณ์ 2:4
เหตุใดความร้อนรนฝ่ายวิญญาณจึงดับมอดลงง่ายดายนัก? เมื่อเรามีประสบการณ์กับความรัก ของพระเจ้าเป็นครั้งแรก เราใช้เวลาหลายชั่วโมงคิดถึงพระองค์ ศึกษาพระวจนะ และคำสอนคาทอลิกบางทีเราบอกกับคนอื่นว่าพระองค์มีความหมายต่อเรามาก แต่แล้วตารางที่แน่นเอี้ยดของเราค่อยๆทำให้ความร้อนรนของ เราลดลง ความรู้สึกถวิลหาพระองค์และการเรียนรู้จักพระลักษณะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนัก แน่นอน เรายังคงรักพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง!
ในพระคัมภีร์เมืองเอเฟซัสก็ปล้ำสู้กับการรักษาระดับความร้อนรนฝ่ายวิญญาณของตนเช่นกัน พระองค์ทรงชื่นชมการงานของเมืองแห่งนี้ แต่ทรงเห็นว่าพวกเขาละทิ้งความรักดั้งเดิม ซึ่งก็คือพระองค์ ไปเสีย ชาวเมืองเอเฟซัสสูญเสียความร้อนรนฝ่ายวิญญาณที่มีต่อพระเยซู ความร้อนรนของพวกเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นความเชื่อที่เยือกเย็นซึ่งไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักร คงน่าสงสัยว่าพวกเขาปล่อยให้ผู้ที่ลักลอบกระทำผิดทางศาสนา และธุรกิจที่ยุ่งเหยิงเข้ามาในจิตใจของพวกเขาหรือเปล่า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม มันได้ขโมยเอาความรักที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยมีให้กับพระองค์ไป คุณปล่อยให้บางสิ่งมาขโมยความร้อนรนไปจากชีวิตของคุณหรือไม่? ถ้าใช่ คุณรื้อฟื้นและรักษาความร้อนรนนั้นเอาไว้ได้โดยการระลึกอยู่เสมอถึงความรักอันมหัศจรรย์ของพระองค์บนกางเขน จงกลับใจจากทัศนคติที่เต็มไปด้วยบาปแห่งการเกลียดชัง และด้วยความรักที่มีต่อพระเยซู จง "ประพฤติตามอย่างเดิม" การอุทิศตนให้กับพระเยซู คือหัวใจแห่งความร้อนรนฝ่ายวิญญาณ
จิตวิญญาณข้ากระหายพระเจ้าดุจดังกวางน้อยกระหายหาน้ำทรงเป็นความปราถนาแห่งจิตใจข้าที่อยากสรรเสริญพระองค์





เล่นซ่อนหากับพระเจ้า
บุตรแห่งมนุษย์ได้มาเพื่อแสวงหาและช่วยผู้ที่เสียไปให้รอดพ้น
ลูกา 19:10
เมื่อเรายังเด็ก เรามักจะเล่นเกม "เล่นซ่อนแอบ" กัน โดยเราจะปิดไฟทุกดวงในบ้านและผมจะเข้าไปซ่อนในตู้หรือในที่แคบๆส่วนคนที่เหลือจะคลำหาผมในความมืด เมื่อใครพบที่ซ่อนของผมก็จะเข้ามาแอบด้วยกัน จนกระทั่งทุกคนมาเบียดเสียดอยู่ในที่เดียวกันเหมือนกับปลากระป๋อง ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกมาก
บางครั้งเมื่ออยู่ในที่มืดเราก็เกิดความกลัว ดังนั้นเมื่อมีคนที่เป็นคนหาเข้ามาใกล้ๆผมก็จะกระซิบ กับเพื่อนเบาๆว่า "เงียบๆ"
"ออกมานะ เห็นแล้ว!" คนที่เป็นคนหาร้องตะโกนพร้อมกับ เบียดตัวเข้ามา โดยไม่รู้เลยว่าผมตั้งใจให้เขาหาผม "พบ"
ในทำนองเดียวกัน เราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้แสวงหาพระเจ้า หรือ "เพื่อคลำหาพระองค์" ดังที่ น.เปาโลกล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่ข่าวดีคือ เราก็สามารถหาพระองค์พบได้ไม่ยาก เพราะ "พระองค์มิทรงอยู่ห่างไกลจากเราทุกคนเลย" พระองค์ปรารถนาจะเปิดเผยพระองค์เองกับเรา "มีความมั่งคั่งอยู่ในพระเจ้าผู้มุ่งมาดปรารถนาที่จะให้เราเป็นของพระองค์" ก่อนที่จะมารู้จักกับพระเจ้า เราคลำหาพระเจ้าในความมืด แต่ถ้าเราแสวงหาพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจ พระองค์จะเปิดเผยพระองค์เองกับเราเพราะพระองค์จะประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์ พระองค์จะกระซิบกับเราเบาๆว่า "เราอยู่ที่นี่" และพระองค์กำลังรอให้เราตอบว่า "ข้าพเจ้าพบพระองค์แล้ว!" ระหว่างทางชีวิตอันมืดมน มนุษย์เราดิ้นรนแสวงหาต้องการที่ยึดเหนี่ยวและพึ่งพา เฝ้าวิงวอนเทพยดาทั่วฟ้าดินจนกระทั่งได้พบพระเยซู ความว่างเปล่ามีอยู่มลายสิ้นประสบองค์พระเจ้าทรงชีวิน มีค่ากว่าทรัพย์สินทั้งโลก
จงแสวงหาน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าและความเที่ยงตรงของพระองค์แล้วทุกๆสิ่งจะบังเกิดแก่ท่าน อัล เล ลู อัล เล ลู ยา.........





เกมส์เศรษฐี

ท่านทั้งหลายจงอย่าสะสมทรัพย์สมบัติบนแผ่นดินนี้เลย ที่นี่ทรัพย์สมบัติทั้งหลายถูกสนิมและขมวนกัดกิน และถูกขโมยเจาะช่องเข้ามาขโมยไปได้ แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์เถิด ที่นั่นไม่มีสนิมหรือขมวนกัดกิน และขโมยก็เจาะช่องเข้ามาขโมยไปไม่ได้
มัทธิว 6:19-20
มีครอบครัวหนึ่งลูกชอบเล่นเกมส์เศรษฐีมากจนดึกดื่นหลังจากที่พ่อบอกกับลูกของตนเองหลายครั้งให้เลิกเล่นแล้วเข้านอน ท่านก็เดินไปเก็บแผ่นกระดานเกมส์เศรษฐีขึ้นมาจากพื้นพร้อมกับกล่าวว่า “พ่อบอกลูกแล้วว่าถึงเวลานอน” ไม่ว่าบ้าน โรงแรมหรืออาคารเช่าทั้งหลายที่ลูกกับน้องสาวได้ “ซื้อ” ไว้รวมทั้งกองเงินที่สะสมทั้งหมดในเกมส์ถูกดึงไปจากมือ หายวับไปกับตา

เกมส์ดูเหมือนเป็นเรื่องจริงจังสำหรับเราในตอนนั้นเราสามารถดึงไพ่หนึ่งใบจากสำรับแห่ง “โอกาส” และพบว่าเราได้ไปอยู่ในโรงพยาบาลหรือถ้าแย่ที่สุดก็ในคุก เมื่อมองย้อนกลับไปดูตอนที่เกมส์ต้องจบลงอย่างกะทันหันนั้นเห็นว่าผู้สร้างเกมส์ได้เลียนแบบสถานการณ์จริงอย่างชาญฉลาด แผนการต่างๆ ที่เราวางไว้อย่างระมัดระวัง ทรัพย์สมบัติและเงินทองที่ส่ำสมไว้อาจมลายไปในพริบตา การเปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียวเช่นความทุกข์โศกในชีวิตอาจจะขัดจังหวะแผนการต่างๆ ที่เราได้วางไว้อย่างระมัดระวังได้
ขณะที่มองย้อนกลับไปพิจารณาเกมส์นั้น คงสงสัยว่าพวกที่เป็นผู้ใหญ่หลายคนได้ยึดเอาเงินทองและทรัพย์สมบัติเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความมั่นคงปลอดภัยมากมายสักเพียงใด เรามองไม่เห็นว่าบางครั้งทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกอาจก่อให้เกิดมลทินได้ มันไม่สามารถที่จะสนองความมั่นคงปลอดภัยอย่างแท้จริงตามที่เราต้องการได้ มีเพียงทรัพย์สมบัติในสวรรค์เท่านั้นที่ยั่งยืน พระเจ้าองค์พระผู้ช่วยให้รอด ทรงโปรดช่วยให้มองเห็นถึงความสำคัญของการรับใช้ว่าสำคัญยิ่งกว่าทรัพย์สินในโลกนี้

ทรัพย์สมบัติในสวรรค์นั้นยั่งยืนแต่ทรัพย์สมบัติในโลกนั้นไม่นานก็ไร้ค่า




ประสบการณ์ที่พุ่มไม้ที่มีไฟลุกโชนอยู่
จงสงบอยู่ต่อพระเจ้า และเพียรรอคอยพระองค์อยู่…
สุดดี 37:7
พระเจ้าทรงทำงานด้วยวิธีที่ลึกลับ กระแสเรียกที่สำคัญหลายครั้งของพระเจ้าที่มาถึงมนุษย์มักจะมาในเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ นึกถึงภาพของโมเสสที่ฝันกลางวันในทะเลทรายเมื่อกำลังเลี้ยงฝูงแกะของเขา โมเสสอยู่ที่ใดที่หนึ่งขณะที่กำลังเคลิ้มและกำลังเดินไป ท่านแปลกใจมากที่เห็นพุ่มไม้มีไฟลุกโชน และแล้วก็ยิ่งประหลาดใจที่เห็นว่าต้นไม้นั้นไม่ได้ไหม้แต่มีเปลวไฟลุกโชนอยู่ ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ท่านเข้าไปใกล้พุ่มไม้นั้น จากการเคลื่อนไหวในตอนแรกนี้โมเสสได้รับการท้าชวนให้นำชนชาติอิสราเอลจากการเป็นทาสถูกกดขี่ข่มเหงออกไปยังดินแดนแห่งคำทรงสัญญา
ในสมัยของเรา เรากำลังมองข้ามเวลาที่เกิด “พุ่มไม้ที่มีไฟลุก” ของเราหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงปรากฏกับเราในเวลานี้เช่นเดียวกับที่ทรงอยู่ในทะเลทรายกับโมเสส แต่เรามีธุระยุ่งเกินกว่าที่จะสังเกตเห็น? ท่านเคยคิดไหมว่าก่อนหน้านั้นนานสักเท่าใดแล้วที่พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวเพื่อเรียกอีกคนหนึ่งให้เป็นผู้ช่วยของชาวฮีบรู? และบางทีน.เปาโลก็อาจจะขาดการสนใจต่อวินาทีที่เกิดพุ่มไม้มีไฟลุก ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงใช้นิมิตบนถนนที่ไปยังเมืองดามัสกัสที่มีความชัดเจนจนเปาโลไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้
กระแสเรียกของพระเจ้าที่มาถึงเราแต่ละคนนั้นอาจจะเป็นเสียงที่เบา ๆ พุ่มไม้ที่มีไฟลุกหรืออาจจะเป็นแสงสว่างที่ทำให้ตามืดบอด ให้เราเอาใจใส่ต่อการทรงเรียกให้รับใช้และพร้อมอยู่สำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้าพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ประทานความอดทนให้เราทั้งหลายในการรอคอย และประทานปัญญาที่จะระลึกถึงกระแสเรียกของพระองค์ได้ เมื่อเวลานั้นมาถึงและพระองค์ก็ประทานความกล้าให้เราลงมือกระทำตาม
จงมีความเชื่อและน้อมรับน้ำพระทัยพระเป็นเจ้า




Call center
ดังนั้น เราจึงเป็นทูตแทนพระคริสตเจ้า ประหนึ่งว่าพระเจ้าทรงใช้เราให้เชิญชวนท่านทั้งหลาย เราจึงขอร้องแทนพระคริสตเจ้าว่า จงยอมคืนดีกับพระเจ้าเถิด
2 โครินธ์ 5:20
งานรับโทรศัพท์ติดต่อกับบุคคลภายนอกทั่วไปในการขาย ทุกครั้งที่มีการพูดจะมีการพูดโต้ตอบ เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น และจะต้องตอบด้วยเสียงที่ร่าเริงเบิกบานถึงแม้ว่าคู่สนทนาที่โทรศัพท์มาจะพูดจาหยาบคายก็จะต้องตอบเขาไปอย่างสุภาพเพื่อรักษาหน้าตาขององค์กร
บางครั้งพนักงานได้รับโทรศัพท์ที่ดูเหมือนจะเป็นการ “เรียกเพื่อทดสอบ” ผู้ที่โทรศัพท์มาราวกับว่าได้อ่านจากที่เขียนไว้ และได้ยินเสียงหยุดและเสียงขีดเขียนคล้าย ๆ กับว่าการพูดของเขาได้มีการบันทึกไว้ คำถามที่ถามมักจะเป็นคำถามแปลก ๆ และผู้ถามมักจะถามหลายคำถามมากกว่าปกติ บางทีอาจจะเป็นการทดสอบขีดความอดทนของเขาเหล่านั้นก็ได้
ผู้ทำอาชีพนี้ต่างก็รู้ว่าการตรวจตราดูมารยาทในการใช้โทรศัพท์เป็นส่วนหนึ่งในงานของเรา แม้ว่าการทดสอบเช่นนั้นจะไม่น่ารื่นรมย์นัก แต่เราก็เข้าใจว่านายจ้างของเราต้องมีความแน่ใจว่าเรามีมารยาทดีต่อลูกค้า แม้แต่กับลูกค้าที่ทำตัวยุ่งยากที่สุด
ด้วยวิธีเดียวกันนี้ เราสามารถนำมาพิจารณา ตรวจสอบวิธีการที่เรากระทำต่อผู้อื่น ขอให้คิดถึงการกระทำของท่านที่เพิ่งจะผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยทางโทรศัพท์หรือการพบกันชนิดหน้าต่อหน้า ท่านตอบสนองด้วยความรักของคริสตชนหรือไม่? ท่านเป็นตัวแทนที่ดีของความเชื่อหรือไม่?
ถ้าการพบกันครั้งสุดท้ายของท่านเป็น “การเรียกเพื่อทดสอบ” ท่านถูกดุด่าหรือไม่?
พระผู้เป็นเจ้า โปรดให้การกระทำของเราแสดงออกอย่างชัดแจ้งว่า ความรักและพระคุณของพระองค์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราทุกคน




ประตูที่เปิด
พระเจ้าตรัสกับผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้คือไซรัส ผู้ซึ่งเราได้จับมือขวาไว้ เพื่อปราบหลายประชาชาติให้อยู่ข้างหน้าท่าน และให้ปลดเจียระบาดจากบั้นเอวของบรรดาพระราชา ให้เปิดประตูที่อยู่ข้างหน้าท่าน และมิให้ประตูเมืองปิด ดังนี้ว่า “เราจะไปข้างหน้าเจ้าและปราบภูเขาให้ราบลง เราจะพังประตูทองสัมฤทธิ์ให้เป็นชิ้น ๆ และตักลูกกรงเหล็กให้ขาด”
อิสยาห์ 45:1-2
เมื่อเริ่มงานพลมารีย์ในตอนแรกนั้นผมได้ไปเยี่ยมสมาชิกครอบครัวหนึ่ง ขณะที่เราอ่านพระคัมภีร์ และอธิษฐานภาวนาแด่แม่พระ นกตัวหนึ่งที่อยู่ในกรงเหนือเราได้ส่งเสียงร้องอย่างไพเราะ ขณะที่ผมลากลับก็ยังรู้สึกชื่นชมกับเสียงเพลงของนกตัวนั้น ผมจึงได้ถามเจ้าของบ้านว่า “มันน่าจะดีกว่านี้ไหมถ้าหากว่านกตัวนี้จะร้องเพลงของมันอยู่ที่ในป่า?”
“แน่นอนครับ” ชายเจ้าของบ้านผู้นั้นตอบ ผมรู้สึกแปลกใจมากที่เห็นเขาเปิดประตูกรงนกแต่นกตัวนั้นกลับไม่แยแสต่อประตูกรงที่เปิด มันยังคงร้องเพลงอย่างมีความสุขอยู่ในกรงนั้น ผมงงจริงๆ
ชายผู้นั้นอธิบายว่า “นกตัวนี้ถูกเลี้ยงไว้ในกรงตั้งแต่มันยังเป็นลูกนกตัวเล็ก ๆ มันเคยชินกับการอยู่ในกรงจนไม่กล้าที่จะบินออกไปข้างนอก”
เช่นเดียวกับนกตัวนั้น พวกเราอาจจะชิน “กรง” ในความเป็นอยู่ประจำวันของเรา เราจึงไม่ระลึกว่าแท้จริงพระเจ้าได้เปิดกรงให้เราแล้ว และเราสามารถจะอยู่นอกกรงของเราได้ อยู่เหนืออะไรก็ตามที่ปิดกั้นเราไว้ พระเจ้าองค์เดียวกันนั้นคือผู้ที่ได้เปิดประตู และจะประทานความกล้าให้แก่เราในการเดินผ่านประตูออกไปและพบกับชีวิตใหม่
ขอบพระคุณพระเจ้าแห่งเสรีภาพ สำหรับประตูที่เปิดให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย โปรกยกโทษเราทั้งหลายที่ไม่แยแสต่อกิจที่พระองค์ทรงกระทำด้วยความรัก และโปรดประทานกำลังแก่เราทุกคนให้ดำรงชีวิตอยู่ในเสรีภาพที่ถูกเรียกแล้วนั้นให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ด้วยเทอญ
เสรีภาพที่ถูกเรียกแล้วนั้นให้เป็นไปตามน้ำพระทัย

เรารู้สึกถึงความหมายที่ยิ่งใหญ่
"ความยำเกรงพระเจ้าเป็น ที่เริ่มต้นของสติปัญญา"
สดุดี111:10
ถ้าเรายำเกรงพระเจ้า เราก็ต้องเข้าใจว่าสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นอย่างไร ดังความจริงที่ว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าเรามากนักไม่ว่าจะในทางใด "บรรดาพระราชกิจของพระเจ้าใหญ่ยิ่ง" ซึ่งล้วนเป็นผลงานแห่งความรัก พระกำลัง สติปัญญา ความหยั่งรู้ พระประสงค์ และความสัตย์ซื่อของพระองค์ การยำเกรงพระเจ้าหมายถึงการยึดมั่นในความจริงข้อนี้
เรามักจะพลาดจากความจริงดังกล่าวได้ง่ายหาก เราไม่ติดสนิทกับพระองค์ ยิ่งเราใกล้ชิดกับพระองค์ มากเท่าไหร่ เราจะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองขาดแคลนและปรารถนาอย่างมากที่จะได้รับสติปัญญาซึ่งยิ่งใหญ่กว่าจากพระองค์ในการดำเนินชีวิตมากขึ้นเท่านั้น ลำพังมนุษย์ตัวเล็กๆอย่างเรา คงไม่สามารถควบคุมให้ทุกสิ่งดำเนินไปในจังหวะ เหมาะเจาะได้ หากเราไม่หลอกตัวเอง เราต้องยอมรับว่าความคิดอันจำกัดของเรามักจะผิดพลาดและบางครั้งก็ไม่ค่อยสร้างสรรค์
คนฉลาดจะตระหนักว่าตนเองรู้น้อยและต้องการสติปัญญาอันยิ่งใหญ่จากพระเจ้า พระปัญญาพระเจ้าสุดล้ำเลิศ แสนประเสริฐมอบแผนการทรงไถ่มนุษย์เองหยามคุณค่าไม่รับไว้ จึงเดินไปสู่หนทางที่มืดมน


คนฉลาดจะยอมรับขีดความสามารถของตนเองและฤทธิ์อำนาจที่ไม่จำกัดของพระเจ้า










ต้อนรับด้วยรัก

ดังนั้น ท่านอย่าอายที่จะเป็นพยานถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา หรืออายที่ข้าพเจ้าต้องถูกจองจำเพราะพระองค์ แต่จงเข้ามามีส่วนร่วมทนทุกข์ทรมานกับข้าพเจ้าเพื่อข่าวดีโดยพระอานุภาพของพระเจ้า
2 ทิโมธี 1:8
มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นที่บ้านของชายคนหนึ่ง ที่ลูกๆยังเล็กอยู่ เมื่อผู้เป็นพ่อเปิดประตู เขาก็พบกับชายแปลกหน้าท่าทางเป็นมิตรซึ่งมาจากบ้านที่อยู่ใกล้ๆแวะมาทักทาย
กิริยาท่าทางที่น่าคบหาและวาจาที่อ่อนสุภาพของชายผู้นั้น สร้างความประทับใจให้กับเขาและทั้งสองก็ตกลงที่จะพบกันอีก เมื่อได้พบกันในเวลาต่อมา ชายผู้นั้นที่มาเยือนก็สอนคำสอนเรื่องพระเยซูคริสต์และแม่พระกับเขาบางครั้งก็สวดสายประคำร่วมกัน ในที่สุดทั้งเขาและภรรยาก็ตัดสินใจไปวัดลองร่วมมิสซาอีกครั้งหลังจากทิ้งวัดมานาน
เหตุการณ์นั้นทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไป สามีภรรยาคู่นั้นเริ่มไปวัด และลูกๆทั้งสองคนก็ ได้เชื่อและเลื่อมใสศาสนาคาทอลิกขึ้น ในที่สุดผู้เป็นพ่อก็มาเป็นสภาวัดและพลมารีย์
ชายที่เคาะประตูบ้านนั้นมีลูกสาวคนหนึ่งเธอเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งเดียวกันกับลูกชายผู้เป็นพ่อ ครั้งแรกที่ลูกชายเขาเห็นสาวน้อยที่น่ารักผู้นี้ ก็ตกหลุมรักเธอทันที ในที่สุดชายที่เปิดประตูรับแขกแปลกหน้าก็กลายมาเป็นพ่อตาของเขา เพื่อนบ้านคนนั้นไม่ได้เปลี่ยนชีวิตของชายคนเดียวเท่านั้น แต่เปลี่ยนทั้งครอบครัวเลยทีเดียว และผลลัพธ์ก็ยังมีผลต่อเนื่องอยู่ในกิจการและการแพร่ธรรมครั้งนั้น ดังนั้นเราควรให้วาจาประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ เพื่อจะได้รู้จักตอบแทนสิ่งดีๆกับทุกคน
คุณจะมีอิทธิพลต่อชีวิตและอนาคตของผู้ใด?





จะมีกันตลอดไป

เพราะคนที่ขอย่อมได้รับ คนที่แสวงหาย่อมพบ คนที่เคาะประตูย่อมมีผู้เปิดประตูให้
ลูกา 11:10
ผมเคยอธิษฐานภาวนาเงียบบ้างดังบ้าง และอธิษฐานภาวนามากว่า 2 ปีแล้ว ผมอธิษฐานภาวนาให้ คนรักของผม ทั้งเรื่องสุขภาพ ทิศทางชีวิต ความรอด ความปลอดภัยบ่อยครั้งให้เธอ ผมอธิษฐานขอให้พระหัตถ์พระเจ้าอยู่เหนือชีวิตของเธอ เช่นเดียวกับที่ อธิษฐานภาวนาให้คนอื่นๆ
เมื่อเธอเป็นเพื่อนร่วมชั้น ผมยิ่งอธิษฐานภาวนาให้เธอมากขึ้น ให้พระเจ้าและแม่พระปกป้องให้พ้นจากภัยอันตรายให้พระเนตรของพระองค์อยู่เหนือเธอขณะที่เธอและเพื่อนเริ่มขับรถ เราทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้าและพระแม่เจ้า โปรดปกป้องเขาด้วย"
แล้วอะไรเกิดขึ้น? พระเจ้ากับแม่พระไม่เข้าใจหรือว่ามีหลายคนต้องเจ็บปวดกับการจากไปของสาวที่น่ารักและเต็มไปด้วยศักยภาพที่จะปรนนิบัติพระองค์ และผู้อื่น? พระองค์ไม่เห็นหรือว่ามีรถคันหนึ่งขับพุ่งมาในคืนอบอุ่นของผมวันนั้น?
เธอเสียชีวิตลงทั้งๆที่ผมอธิษฐานภาวนาให้เธอ แล้วเป็นอย่างไรต่อไป? ควรหยุดอธิษฐานภาวนาหรือ? เราควรจะเลิกหวังในพระเจ้าและแม่พระหันมาพึ่งตัวเองแทนอย่างนั้นหรือ?
ไม่ใช่แน่! การอธิษฐานภาวนากลับมีความสำคัญกับเรามากขึ้น พระเจ้าผู้ทรงครอบครองทุกสิ่งยังคงควบคุมอยู่ พระองค์ยังคงบัญชาให้เราอธิษฐานภาวนาและยังปรารถนาที่จะฟังเรา ความเชื่อไม่ใช่การเรียกร้องให้ได้สิ่งที่เราต้องการ แต่เป็นการไว้วางใจในความดีของพระเจ้าและแม่ของเราในสวรรค์แม้ว่าจะมีความทุกข์โศกในชีวิตก็ตาม ผมร้องไห้คร่ำครวญ อธิษฐานภาวนา และยังคงทำต่อไป พระเจ้าและแม่พระทรงสดับฟังคำภาวนาผมพระองค์จะทรงใช้วิธีการหรือทางไหนจะทรงตอบในเวลาหรือวันใดผมวางใจสงบสุขด้วยศรัทธาเสมอพระเจ้าอาจปฏิเสธคำขอของผม แต่หากเราไว้วางใจพระองค์ พระองค์จะไม่ทำให้เราผิดหวัง

มอบดวงใจดวงน้อยแด่พระโปรดรับมือข้าเทอญพระเจ้าข้าหากไร้ซึ่งพระองค์ลูกจะไม่มีอะไรเลย



ไม่รับเงิน
“เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า หญิงม่ายยากจนคนนี้ได้ทำทานมากกว่าทุกคน”
ลูกา 21:3
มีทหารคนหนึ่งขณะที่รับใช้อยู่ในกองทัพ เขาได้รับโน้ตที่เขียนด้วยความรีบร้อนจากพ่อของเขา ข้อความนั้นเขียนหวัดข้างหลังใบเสร็จรับเงินเก่าใบหนึ่ง ไม่ใช่ถ้อยคำที่ไพเราะเป็นเพียงถ้อยคำธรรมดาไม่กี่คำ “เจ้าลูกชาย พ่อรักเจ้า” “พ่อ”… คำพูดที่แสดงความรักระหว่างพ่อกับลูกชายขณะที่เขายังเป็นเด็กได้ถูกนำมาใช้แทนการสนทนาของเขาทั้งสองก่อนจากกันไป และทหารในเรื่องนั้นก็ร้องไห้หลังจากเขาต้องจากพ่อไปเพราะพ่อเขาเสียชีวิตตอนที่กำลังจะกลับบ้านพอดี ในขณะที่ฟังเรื่องนี้ในบทเทศน์ใจของผมเต็มไปด้วยความเสียใจ เพราะผมเองก็มีสัมพันธภาพที่ตึงเครียดกับคุณพ่อของผมด้วยไม่ต่างจากหารคนนี้เลยเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ผมเองได้เหินห่างจากคุณพ่อและใจดำต่อท่าน เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ผมเริ่มปฏิเสธเงินที่พ่อให้ ผมคิดว่ากำลังแสดงออกถึงการเป็นอิสระ เมื่อคุณพ่อถามว่า “ลูกต้องการเงินไหม?” ผมมักจะปฏิเสธอย่างง่าย ๆ ว่าไม่ ผมคิดเอาเองว่า เงินคือสิ่งเดียวที่พ่อสนใจอย่างนั้นหรือ?ในขณะที่ผมกำลังคิดใคร่ครวญถึงเรื่องทหารนายนี้ พระเจ้าได้เข้ามาแทรกในความคิดของผมและตรัสกับผมว่า “เงินคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่พ่อของเจ้ารู้จักที่จะให้” ผมได้ปฏิเสธการแสดงความรักด้วยการให้เงินของคุณพ่อเสีย ผมจึงได้โทรศัพท์ถึงท่านเพื่อขอโทษที่ผมได้แสดงความใจดำกับท่านในอดีต และยอมรับท่านอย่างที่ท่านเป็น ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับพ่อผู้ที่ยอมมีส่วนร่วมอยู่ในชีวิตของผม
พระเจ้าแห่งความรัก ช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายให้ยอมรับสิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นให้ด้วยความรัก และรวดเร็วในการรับ และช้าในการวิพากษ์วิจารณ์












แสงสว่างในที่มืดสำหรับพระองค์แม้ความมืดก็ไม่มืด กลางคืนก็แจ้งอย่างกลางวัน ความมืดเป็นอย่างความสว่าง
สดุดี 139:12
ความคิดเกี่ยวกับการที่จะดมยาสลบอาจเป็นภาพที่น่ากลัวได้ แม้แต่กับคนที่ยังหนุ่มและแข็งแรง สำหรับคนที่มีอายุเกินแปดสิบปีแล้ว ความคิดเกี่ยวกับเรื่องการดมยาสลบนี้ทำให้อดคิดไปถึงเรื่องของความตายไม่ได้และเกิดความไม่แน่ใจว่าจะได้กลับมารู้สึกตัวเหมือนเดิมอีกหรือไม่ ความกลัวต่อการเข้าสู่ภาวะของการไร้อำนาจและการไร้ที่พึ่งก่อให้เกิดความไม่มั่นคงเหมือนไม่มีอะไรอีกเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ
ในฐานะที่เป็นพลมารีย์ผมได้ไปเยี่ยมผู้ป่วยอายุ 82 ปีที่วัดสามเสนของเรา ผมสัมผัสกับความกลัวนี้ได้ ขณะที่เธอพูดถึงการหมดสติมากกว่าการผ่าตัด ข้อความจากหนังสือสดุดีได้ให้ความมั่นใจแก่เราว่าความมืดที่ห้องผ่าตัดทำขึ้นไม่สามารถปิดกั้นการสถิตด้วยและการคุ้มครองของพระเจ้าได้ ผู้เขียนหนังสือสดุดีเตือนเราว่าแสงสว่างแห่งการสถิตด้วยของพระเจ้าไม่ถูกจำกัดโดยอาการหมดสติหรือโดยความกลัวของเรา ไม่มีที่ที่เราจะหนีไปให้พ้นจากความสว่างของพระเจ้าได้และไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เราขาดจากความรักของพระองค์เช่นกันพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ เมื่อข้าพเจ้าทั้งหลายตกอยู่ในความมืดเพราะความกลัว ขอโปรดให้ข้าพเจ้าทั้งหลายพบความสว่างแห่งการสถิตด้วยของพระองค์

พระยาเวห์เป็นความสว่างและเป็นความรอดของข้าพเจ้า












การขอบคุณพระเจ้า
จงระลึกถึงผู้นำของท่าน ซึ่งประกาศพระวาจาของพระเจ้าให้กับท่าน จงพิจารณาว่าเขาเหล่านั้นดำเนินชีวิตและตายอย่างไร จงประพฤติตามอย่างความเชื่อของเขา
ฮีบรู 13: 7
ไม่แน่ใจว่าประเพณีการขอบพระคุณนี้เริ่มต้นในสังคมโลกของเราเมื่อไร เราจะยืนจับมือกันรอบโต๊ะ ไหว้กัน คำนับกัน จับมือกัน กอดกัน ฯลฯ ในงานเลี้ยงสังสรรค์มีอาหารมากมายวางอยู่บนโต็ะกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง และไม่มีใครสักคนจะนั่งลง
มีการถามคำถามว่า “วันนี้ใครไม่มาบ้าง” แล้วก็มีการบอกชื่อคนที่มาไม่ได้ คนที่อยู่รอบโต๊ะสามารถบอกชื่อของคนที่พวกเขาคิดถึงและคนที่มีความหมายต่อชีวิตของเขาได้อย่างที่ใจปรารถนา บางคนพูดถึงคนในครอบครัว มิตรสหาย ครูอาจารย์ และเพื่อนบ้าน ประเพณีนี้ยังเปิดโอกาสให้พูดถึงคนที่เคยมีความหมายต่อชีวิตของเราแต่บัดนี้พวกเขาได้ไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว
หลายครั้งที่มีน้ำตาแห่งการขอบพระคุณสำหรับคนเหล่านั้นที่ได้มีส่วนในชีวิตของเรา แต่ละคนคือพระหรรษทานและพระคุณจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ใจของเราเต็มล้นด้วยการขอบคุณใครคือผู้ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของท่าน ทำไมจึงไม่เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ที่จะขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับคน ๆ นั้น การพูดถึงพวกเขาด้วยการขอบพระคุณนี้จะเป็นพยานแห่งความเชื่อแก่เราทุกคน

จงขอบพระคุณพระเป็นเจ้าเพราะพระองค์พระทัยดี












เป็นคนใหม่ไม่ยาก

ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสตเจ้า ผู้นั้นก็เป็นสิ่งสร้างใหม่ สภาพเก่าผ่านพ้นไป สภาพใหม่เกิดขึ้นแล้ว

2 โครินธ์ 5 : 17

เป็นเวลานานหลายปีทีเดียวที่จิตใจของคริสตังใจเย็นเฉยเต็มไปด้วยความขมขื่นและความรู้สึกที่ไม่อาจจะแสดงความศรัทธาให้กับใครเห็นได้ จนไม่เหมือนคนเดิมตอนล้างบาปครั้งแรกอีกเลย และบางครั้งก็โกรธเกลียดคนรอบข้างด้วยซ้ำไปเวลาเขาทำอะไรไม่ถูกใจนี่เป็นสิ่งที่แย่มากในการใช้ชีวิตคริสตชน
เมื่อไม่นานมานี้เองที่งานฉลองวัดเกิดความขัดแย้งระหว่างสภาวัดและนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่งเถียงกันเรื่องความเชื่อคาทอลิกแต่นักศึกษาคนนี้เธอไม่เชื่อจึงด่าว่าสภาวัดแบบหยาบโลนจนเป็นอริกับสภาวัดกลุ่มนั้นเธอจึงเข้าวัดไปพิสูจน์ความจริงอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเธอหนึ่งเป็นลมในงานฉลองวัดและเธอก็หมดสติจากนั้นก่อนฟื้นก็ได้รับสัมผัสจากแม่พระให้ฟื้นขึ้นเธอจึงฟื้นและศรัทธาศาสนาคาทอลิกอีกครั้งหลังทิ้งวัดมา5ปีได้รับความเชื่อและศรัทธากับศาสนาอย่างเต็มเปี่ยม ต่อมา เธอก็เริ่มไปวัดแห่งนั้นอีกครั้ง เธอได้ไปช่วยเล่นเปียโนที่นั่น แล้วต่อมาก็ไปช่วยสอนคำสอนสำหรับผู้เตรียมตัวเป็นคริสตัง เธอรู้สึกว่าพอใจกับงานนี้และรักคนที่เรียนอยู่ในชั้นเรียนนั้นทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไขใด ๆทั้งๆที่คู่อริของเธอเรียนในชั้นเรียนด้วยวันหนึ่งในระหว่างสุดสัปดาห์ขณะที่กำลังเตรียมอุปกรณ์การสอนอยู่นั้น เธอได้สังเกตเห็นว่าคำสำคัญของสื่อการสอนวันนั้นที่อยู่ในหนังสือ 2 คร 5 : 17 บอกความในใจเธอแน่นอนทีเดียวเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเธอนั้นได้เป็นผู้ที่ถูกสร้างใหม่ในพระคริสต์แล้ว ความโกรธเกลียดเก่า ๆ ได้ผ่านพ้นไปจากตัวเธอแล้ว นี่แหละทำให้เธอได้พบวิธีที่จะพัฒนาชีวิตให้สามารถมองดูจากแง่มุมที่มาจากความเชื่อศรัทธาขึ้นมาใหม่โดยที่ไม่รู้สึกตัว บางสิ่งซึ่งครั้งหนึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญเหลือเกินก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายอะไรมากมายอีกต่อไป แต่ความห่วงใยสำหรับชีวิตจิตวิญญาณกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากมายสำหรับชีวิตของเธอแน่ทีเดียว เธอได้หาเป็นผู้ที่สมบูรณ์เลิศแต่ประการใดไม่ แต่โดยพลังที่ได้รับจากพระจิตเจ้าจนได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ที่ได้รับการทรงสร้างขึ้นใหม่ ดังที่พระเยซูเจ้าทรงพระประสงค์แท้จริงแล้วพระองค์เป็นผู้ทรงกระทำให้สารพัดสิ่งกลับกลายเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้
เราจะมีชีวิตเหมือนพระคริสตเจ้า เราจะมีชีวิตในพระองค์


เสียงที่คุ้นเคย
เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี เรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา
ยอห์น 10:14
เมื่อตอนที่ผมยังเป็นเด็กอยู่นั้นในตอนปิดเทอมของทุก ๆ ปี ครอบครัวของเราได้ไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าที่บ้านของท่านมันเป็นสถานที่ผมชอบไปมาก พ่อ คุณปู่ของผมเป็นร้านขายของชำสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือได้มีโอกาสช่วยปู่ทำงานในร้านของท่าน สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือการเฝ้ามองดูปู่ท่านเอามือหยิบของขึ้นชั้นในตอนที่มีคนเอาของมาส่งที่ร้านเราในร้านเราก็มีสุนัขตัวหนึ่งชอบเล่นกับผมมากบางทีเล่นกับคนส่งของเป็นอะไรที่น่ารักดี ผมนึกในใจ
เมื่อคุณปู่พร้อมที่จะให้ของกับลูกค้าเวลารับเงินเสร็จ ท่านก็จะพูดว่า “ขอบคุณครับพระคุ้มครองนะครับ” ถึงแม้ว่าในขณะนั้นปู่จะยุ่งสักเพียงใดก็ตามสุนัขตัวนั้นก็จะเข้ามาเล่นกับลูกค้าทุกครั้ง พวกมันจะเล่นกะลูกค้าและไปวิ่งเล่นหน้าร้านอยู่ในระยะระแวกนั้นบางทีก็ไปไกลบริเวณบ้านเราไปบ้างแต่ไม่ว่าไกลแค่ไหนก็ตามตาม พวกมันก็จะพากันรีบมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงของคุณปู่วันหนึ่งผมต้องการที่จะสร้างความแปลกใจให้แก่คุณปู่ด้วยการเป็นผู้ให้อาหารแก่สุนัขแทนท่าน ผมรวบรวมกระดูกและของเล่นแล้วก็ไปที่รั้ว และได้ส่งเสียงเช่นเดียวกับที่คุณปู่ได้ทำ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมได้ลองทำดูอีกครั้งหนึ่ง แต่มันก็ไม่ยอมมา ในขณะนั้นคุณปู่ได้มาถึงและเห็นผมไม่ประสบความสำเร็จ ท่านจึงส่งเสียงเรียกและมันและก็พากันรีบมาทันที
ผมได้ทำอย่างดีที่สุดเพื่อทำเสียงให้เหมือนพ่อ แต่ทำไมสุนัขจึงไม่ยอมมาเมื่อผมเรียก ? พระเยซูทรงให้คำตอบในเรื่องนี้แก่พวกเรา ในเรื่องของพระองค์นั้นฝูงแกะมาเพราะพวกมันรู้จักเสียงของเจ้าของ ผมค้นพบความจริงว่าสุนัขก็เช่นเดียวกัน สำหรับผมแล้วรู้สึกว่าสัตว์เหล่านี้ได้ให้บทเรียนบางอย่างแก่เรา พวกเราได้ฟังเสียงของเจ้านายของเราหรือไม่ ? หรือว่าพวกเรามันแต่เอาใจใส่ต่อเสียงอื่น ๆ ?พระเจ้าผู้ทรงพระคุณ โปรดเปิดหูของเราให้ฟังเสียงของพระองค์เท่านั้น และช่วยเรามีโอกาสมอบเวลาให้ไว้กับพระองค์ เพื่อจะได้คุ้นเคยกับเสียงของพระองค์
ในวันนี้ถ้าท่านได้ยินเสียงของพระองค์ก็อย่าทำใจแข็งเลย






ทะเลาะกันทำไม
จงชื่นชมในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาเถิด ข้าพเจ้าขอย้ำอีกว่าจงชื่นชมเถิด
ฟีลิปปี 4:4
เมื่อนึกถึงเสียงของเพื่อนๆในการร่วมงานธุรกิจขายตรงแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิทและความขัดแย้งของกลุ่ม ขณะที่พวกเขาโต้เถียงกันในการประชุมเกี่ยวกับธุรกิจทำให้คืนนั้นผมหลับไม่ลง ผมคิดว่าพวกเราไม่สมควรที่จะกระทำอย่างนั้น ผมก็รู้สึกว่าพวกเขาได้ถวายตัวต่อพระคริสต์ การสอนพระคัมภีร์ของเขาและการอธิษฐานด้วยความสัตย์ซื่อแสดงถึงความเชื่อที่เข้มแข็งของเขา
แล้วก็คิดถึงการขัดแย้งกันของผู้หญิงสองคนที่น.เปาโลกล่าวถึงในเมืองฟีลิปปี วิธีแก้ปัญหาของท่านคืออะไร? ผมอ่านซ้ำอีกครั้งหนึ่งท่านได้ชมเชยยูโอเดียและสินทิเคในการที่เขาได้ทำงานเพื่อข่าวดีร่วมกับท่าน ท่านได้เตือนให้เขาปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้าและขอร้องให้เมืองฟีลิปปีให้เขาทั้งสองได้คืนดีกัน
แล้วน.เปาโลได้เปลี่ยนเรื่องทันทีด้วยการบอกให้ผู้คนชื่นชมยินดีในพระเจ้า ทำให้ว่าคิด “ช้าก่อน อย่าเพิ่ง” หวังว่าน.เปาโลคงจะพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับวิธีที่เราจะช่วยให้เขาทั้งสองเอาชนะการขัดแย้งที่เขามีต่อกันอย่างไร แต่เมื่อมาคิดทบทวนอีกครั้งหนึ่งบางทีน.เปาโลอาจไม่ได้เปลี่ยนเรื่อง บางทีท่านอาจจะกำลังแนะนำวิธีพื้น ๆ หรือวิธีที่เป็นไปได้ที่พวกเขาจะปฏิบัติตาม การชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทำให้ความคิดของพวกเขามุ่งตรงไปยังพระเยซูคริสต์มากกว่าที่จะสนใจความขัดแย้งของพวกเขาเอง และความขัดแย้งของพวกเขานั้นมีความสำคัญน้อยกว่าความรักของพระคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าเจ้าข้า โปรดช่วยข้าพเจ้าและพี่น้องคริสตชนให้ทบทวนประเมินความขัดแย้งส่วนตัวของพวกเรา ในขณะที่พวกเราชื่นชมยินดีในพระองค์เสมอ
จงรักซึ่งกันและกันดังที่เรารักท่าน









ความถ่อมตนอย่ากระทำการใดเพื่อชิงดีกันหรือเพื่อโอ้อวด แต่จงถ่อมตนคิดว่าผู้อื่นดีกว่าตน
ฟิลิปปี 2:3

นับตั้งแต่วินาทีที่เดินผ่านประตูของสำนักงานแห่งหนึ่งเข้าไป ผมรู้สึกได้ทันทีว่าใครเป็นผู้มีอำนาจที่นี่ ผมแยกได้อย่างชัดเจนจึงความแตกต่างระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง นี่คือเหตุผลที่ผมตะลึงว่าตลอดระยะเวลาที่ถูกฝึกงานในออฟฟิศแห่งนั้นนอกจากเจ้านายคนหนึ่งที่เป็นคนแสดงความใส่ใจในตัวพวกผมมากใช้เวลาที่จะพูดคุย ฟังและช่วยเหลือลูกน้องอย่างดี ซึ่งต่างจากส่วนของเจ้านายคนเก่าๆคนก่อนๆ นั้นไม่มีใครสนใจเลย บางทีหนึ่งคนที่มีอำนาจเต็มที่ได้ถ่อมตนและใช้เวลาที่จะพูดคุย ฟังและช่วยเหลือผม เขาทำให้เกิดความแตกต่างขึ้นเหมือนกับพระเจ้าเป็นเจ้านายคนนั้นและนี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมเชื่อพระเจ้า และได้ศึกษาศาสนา ทำให้เห็นว่าแท้ที่จริงพระเยซูทรงเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของการถ่อมตัว แม้พระองค์คือพระเจ้าผู้สูงสุด แต่ได้เสด็จลงมาเป็นผู้รับใช้คนทั้งหลาย พระคัมภีร์บอกว่าเราควรจะรับเอาทัศนะเช่นนั้นไว้ แม้จะมีอำนาจมากยิ่งแต่เราก็สามารถมีบทบาทเป็นผู้รับใช้ได้ด้วยการใส่ใจมองดูผู้อื่นเหมือนอย่างที่น.เปาโลได้บอกกับเราไว้ เมื่อเรากระทำเช่นนั้นก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้พระเจ้าผู้ทรงเป็นที่รักของเราช่วยให้เราเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ช่วยให้เราสำแดงความรักของพระองค์ที่ไม่เคยทำให้ผิดหวังแก่ผู้ที่ต้องการความรัก เราจึงสวดในมิสซาพร้อมกันว่าตามแบบที่พระเยซูทรงสอนไว้ว่าดังนี้
ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์สถิตในสวรรค์ พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะพระอาณาจักรจงมาถึงพระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์ โปรดประทานอาหาร ประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้ โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้าเหมือนข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น โปรดช่วยข้าพเจ้าไม่ให้แพ้การประจญ แต่โปรดช่วยให้พ้นจากความชั่วร้ายเทอญ อาแมน.






ผู้เป็นใหญ่ต้องรับใช้จึงจะใหญ่ในใจผู้น้อย



จงวางใจในพระเจ้า

จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น
สุภาษิต 3 : 6
เคยมั้ย?ที่มีความประสงค์แน่วแน่ที่จะไว้วางใจพระเจ้าด้วยชีวิตจิตใจของเรา แต่ต้องบอกว่า
ผม/ดิฉันมักจะทำไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการจะทำ บางครั้งความเชื่อศรัทธาของแกว่งไหว ถึงแม้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตมักจะเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายใจและสับสนอยู่เสมอ แต่กระนั้นก็ยังต้องการที่จะไว้วางใจในพระเจ้าอยู่เสมอ ผู้บันทึกพระคัมภีร์แต่ครั้งโบราณได้เตือนเราว่า

จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของพระเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่นในทุกวิถีของเจ้า? หมายถึงว่า ให้เราไว้วางใจในพระองค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันที่ดีที่สุดหรือวันที่เลวร้ายที่สุดของเรา นั่นก็คือ การที่จะยอมรับว่าพระเยซูและแม่พระรวมถึงพระเจ้าในชีวิตประจำวันของเรา คือการเชื่อฟังในพระบัญญัติของพระเจ้า การยอมรับในกระแสเรียกของพระเจ้า และการที่จะมีความเชื่อศรัทธาในพระสัญญาของพระเจ้าเราจะยังคงไว้วางใจในพระเจ้าไม่ว่าจะเป็นวันที่เราโศกเศร้าและผิดหวังหรือในวันแห่งความชื่นชมปิติยินดี นั่นก็คือ การที่เราสามารถจะเผชิญได้ไม่ว่าเราจะอยู่ในความสว่างหรือความมืด เราก็ยังคงไว้วางใจในพระเจ้าอยู่เสมอว่า เราไม่เพียงแต่จะโค้งคำนับแต่พระเจ้าเป็นครั้งเป็นคราวเท่านั้น แต่เราจะยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสากล พระองค์ทรงช่วยผู้ที่ไว้วางใจพระองค์มากยิ่ง ๆ ขึ้นด้วยความชื่นชมยินดี ตลอดไป
ทุก ๆ วัน เราจึงโมทนาพระคุณพระองค์ที่พระองค์ทรงสัตย์ซื่อต่อเราอยู่เสมอ
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอโมทนาพระคุณพระองค์ที่พระองค์ทรงสัตย์ซื่อต่อข้าพเจ้าอยู่เสมอโปรดทรงช่วยข้าพเจ้าที่จะไว้วางใจพระองค์มากยิ่ง ๆ ขึ้นด้วยเทอญ

จงมีความเชื่อและไว้วางใจในพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์









อย่าโทษผู้อื่น
อย่าตัดสินเขาแล้วพระเจ้าจะไม่ทรงตัดสินท่านอย่ากล่าวโทษเขาแล้วพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน จงให้อภัยเขาแล้วพระเจ้าจะทรงให้อภัยท่าน
ลูกา 6 : 37
ผมมีโอกาสเห็นคนในด้านร้ายที่สุดของเขามากมายหลายครั้ง ผมมักจะโกรธหรือรู้สึกเกลียดชังคนเหล่านั้นที่เลือกดำเนินชีวิตตามแบบที่ผมไม่เห็นด้วย ในโอกาสต่าง ๆเหล่านั้นผมพยายามจำไว้เสมอว่ามนุษย์ทุกคนถูกสร้างตามแบบพระฉายาของพระเจ้า และไม่ใช่เรื่องของผมที่จะไปวินิจฉัยพวกเขา ผมพยายามที่จะไม่ตัดสินผู้อื่น แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนข่มขืน ฆาตกร หรือผู้กระทำชำเราเด็กก็ตามตำรวจก็เหมือนกับคนมากมายที่อาจด่วนสรุปถึงคุณค่าความเป็นคนและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรามองดูคนที่ติดสุรา คนจรจัด หรือคนติดยาเสพติดแล้วก็สงสัยว่าคนเหล่านั้นตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นได้อย่างไรกัน ผมมักจะเคยเห็นตำรวจหนุ่มๆ กล่าวโทษคนที่มีโอกาสด้อยกว่าพวกเราขึ้นหนังสือพิมพ์ในคอลัมน์หนาๆ ในข่าวไม่เว้นแต่ละวัน

เราไม่รู้หนทางชีวิตของพวกเขา หรือโชคร้ายใดๆ ที่นำพวกเขาให้ตกอยู่ในสภาพอันน่าสลดใจเช่นนั้น และเราก็ไม่รู้ว่าพระเจ้ากำลังทรงกระทำพระราชกิจใดในชีวิตของคนเหล่านั้น พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ช่วยให้ให้ข้าพเจ้ามองดูคนอื่นเหมือนกับเป็นบุตรที่รักของพระองค์ ขออย่าให้ข้าพเจ้าวินิจฉัยโทษผู้อื่น เพราะพระองค์เท่านั้นที่ทรงมีสิทธิ์ในการวินิจฉัยโทษ

อย่าตัดสินผู้อื่น แล้วเจ้าจะไม่ถูกตัดสิน












หทัยเปี่ยมรักดุจดั่งทองคำด้วยว่าพระองค์ทรงทราบทางที่ข้าไป เมื่อพระองค์ทรงทดสอบข้าแล้ว ข้าก็จะเป็นอย่างทองคำ

โยบ 23 : 10

ผมเคยอยู่ในกลุ่มเยาชน ที่มีงานมากแต่ผมกลับป่วยด้วยโรคที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับคนวัยผม เพื่อนๆที่โบสถ์เราได้ช่วยกันสวดเผื่อตอนสวดสายประคำ และร่ำวิงวอนพระหฤทัยผมเองก็เชื่อว่าผมจะได้รับการเยียวยารักษา ผมรู้สึกและมั่นใจว่าผลการตรวจเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมาจะต้องผิดพลาด แต่เมื่อหมอตรวจหัวใจของผมอย่างใกล้ชิด ผมรู้ว่านั่นก็ยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ผมจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดละออมากกว่านี้เพื่อจะลงความเห็นได้ว่า อะไรคือปัญหา แต่หมอก็บอกผมว่า ปัญหาของผมคือ หัวใจรั่ว ผมจึงผิดหวังและเสียใจอย่างที่สุดเพราะไม่รู้ว่าหัวใจเป็นอะไรกันแน่ และทำไมจึงต้องมาเกิดกับผมในขณะที่ผมกำลังไปเรียนมหาวิทยาลัย
คำถามสารพัดโผล่ขึ้นในใจผมและก็หาคำตอบไม่ได้ ผมไม่ได้วิตกกังวลเรื่องความตายหรอก ผมรู้สึกเฉย ๆ กับเรื่องนี้ แต่ผมสงสัยว่าทำไมพระเจ้าจึงยอมให้เกิดขึ้นในเมื่อพระเจ้าทรงสามารถที่จะรักษาผมได้
แม้กระทั่งวันนี้ผมก็ยังไม่ได้รับคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ และอาการของโรคหัวใจยังทรงอยู่ดูไม่ดีขึ้นเลย แต่สิ่งที่ผมรู้แน่ก็คือ พระแม่ของผมนั้นช่วยผมไว้อยู่ และก็เชื่อด้วยว่า พระเจ้าทรงมีหนทางที่ดีให้แก่ผมเสมอ ผมจะเป็นดุจทองคำที่โยบได้กล่าวไว้ เช่นเดียวกับฮาบากุกที่ว่า ข้าพเจ้าจะเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าแห่งความรอดของข้าพเจ้าพระบิดาเจ้า พระองค์ทำให้เราทั้งหลายได้เข้าใกล้พระหทัยของพระองค์ ไม่ว่าชีวิตจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพียงไรก็ขอให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้วางใจพระองค์ในสารพัดทุกสิ่ง ในนามของพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์

โอ้หทัยเปี่ยมรัก สูงส่งจากสวรรค์ หทัยรักจริงรักยิ่งใหญ่บริสุทธิ์คือหทัยของบุตรพระเจ้า