ในบริษัทแห่งหนึ่ง มีผู้นำองค์กรที่มีฐานะร่ำรวยมหาศาลรู้สึกโกรธมากกับข้อเสนอแนะของลูกน้องในการประชุมเกี่ยวกับเงินที่เหลือจากบริษัทว่าจะไปทำอะไรดีจนมีคนในบริษัทเสนอในที่ประชุมว่า“เราควรจะรับใช้ชุมชนในความต้องการต่าง ๆ ของสังคม ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านชนบทซึ่งห่างไกลและมีช่องโหว่มากกว่าในเมืองก็ตาม ในสังคมของเรานั้นยังมีผู้คนที่ไร้ที่อยู่อาศัยอีกมาก และก็มีคนหิวโหยที่ควรจะได้รับการเลี้ยงดู ”
ผู้นำท่านนั้นพูดว่า “ผมเติบโตมีชีวิตดีขึ้น ที่เน้นความชอบธรรมโดยการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเดียวก็พอแล้ว” เราอาจเห็นว่าผู้นำองค์กรคนนั้นอาจจะเป็นเพียงคนเคร่งศาสนาและเขายังพูดต่อไปว่า “มีคนเป็นอันมากคิดว่าการกระทำดีนั้นก็เป็นเหมือนการที่เราได้ตั๋วสำหรับไปสวรรค์
ถ้าเราจะปฏิบัติตามที่พระเยซูทรงเน้นย้ำแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็จะต้องเกิดขึ้นเองและเป็นไปตามธรรมชาติของมัน”เขาพูดแต่ไม่มีใจที่จะทำในสิ่งที่พูด ในพระวรสารเราเห็นว่าพระเยซูและการกระทำศาสนกิจกับชีวิตที่ขัดสนของคนอื่น เป็นของคู่กันพระเยซูทรงนึกถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ ใครเล่าที่จะลืมคำอุปมาเรื่องหญิงม่ายยากจนคนนี้ได้ทำทานมากกว่าทุกคนที่ได้ใส่เงินลงในตู้ทาน เพราะทุกคน เอาเงินที่เหลือใช้มาทำทาน แต่หญิงคนนี้ขัดสนอยู่แล้ว ยังได้เอาเงินทั้งหมด เอาทุกอย่างที่มีอยู่สำหรับเลี้ยงชีวิตมาทำทาน’ พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “ท่านจงไปและทำเช่นเดียวกันเถิด” –ลก 10:33-37
การปฏิบัติที่ซื่อสัตย์มีเมตตาที่มีค่ามากกว่าศาสนกิจของชาวพวกฟาริสีเสียอีกที่ทำดีเอาหน้าและนับถือศาสนาแค่ภายนอกแต่ภายในไม่ได้ถือตามเลย และใครเล่าจะลืมคำตำหนิของพระเยซูได้พระองค์ทรงตำหนิพวกฟาริสีที่คิดว่าตนเองนั้นมีมาตรฐานสูงอยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้าแต่กลับเป็นผู้ที่มองไม่มีความยุติธรรมในท่ามกลางมนุษย์ที่อยู่ล้อมรอบเขาว่า คนหน้าซื่อใจคดเอ๋ย!ประกาศกอิสยาห์ได้กล่าวไว้อย่างถูกต้องถึงท่านทั้งหลายว่าประชาชนเหล่านี้ให้เกียรติเราเพียงแต่ปาก แต่ใจของเขาอยู่ห่างไกลจากเราเขานมัสการเราอย่างไร้ความหมาย สำหรับพระเจ้าแล้วไม่มีเส้นแบ่ง ระหว่างผู้มีฐานะกับการรับใช้สังคม ระหว่างความจงรักภักดีกับความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนมือสองข้างของร่างกายเดียวกันอย่าเป็นเพียงผู้ปฏิบัติศาสนกิจ จนกระทั่งลืมคนอื่น ๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น